
กล้องเยอรมันชิ้นเอก ‘ไลก้า’
ประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 163 ปี ไลก้าคือกล้องที่ทำด้วยมือที่ดีที่สุดของโลก จากเลนส์และอุปกรณ์เปี่ยมความสามารถในทางวิศวกรรมเยอรมนี
ประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 163 ปี ไลก้าคือกล้องที่ทำด้วยมือที่ดีที่สุดของโลก จากเลนส์และอุปกรณ์เปี่ยมความสามารถในทางวิศวกรรมเยอรมนี
โดย...โอลดี้
ประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 163 ปี ไลก้าคือกล้องที่ทำด้วยมือที่ดีที่สุดของโลก จากเลนส์และอุปกรณ์เปี่ยมความสามารถในทางวิศวกรรมเยอรมนี
กล้องไลก้าอยู่คู่มากับวงการถ่ายภาพเพื่อสิ่งพิมพ์มานานต่อเนื่อง และยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในการมอบรางวัล Oskar Barnack Award สำหรับการรายงานข่าวด้วยภาพถ่ายคุณภาพสูง หรือการนำเสนอภาพซึ่งถ่ายโดยบรรดาช่างภาพจากนานาประเทศผ่านแกลเลอรีต่างๆ สิ่งที่แบรนด์ทำก็คือ สร้างกล้องถ่ายรูปที่ดีที่สุดของโลก รวมทั้งยังบำรุงรักษาจิตวิญญาณที่จริงแท้และเป็นอมตะของการถ่ายภาพไว้
• ปี 1849 คาร์ล เคลล์เนอร์ ตั้งสถาบัน Optical ใน Wetzlar เยอรมนี เพื่อทำกล้องโทรทัศน์
• ปี 1869 คาร์ล เคลล์เนอร์ ได้รับวิศวกรรุ่นใหม่ เอิร์นส์ ไลตซ์ (Ernst Leitz) ต่อมา เอิร์นส์ ไลตซ์ กลายเป็นหุ้นส่วนกับ คาร์ล เคลล์เนอร์ และต่อมา เอิร์นส์ ไลตซ์ ซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัทและเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Optical Institute of Ernst
• ปี 1914 ออสการ์ บาร์เนกค์ ได้ย้ายไปทำงานที่โรงงานไลตซ์ด้วยแนวความคิดในการผลิตกล้องถ่ายภาพแบบพกพาสะดวก กล้องขนาด 35 มิลลิเมตร จึงเกิดขึ้น และได้คิดค้นเครื่องต้นแบบของกล้องรุ่น URLica
• ปี 1924 เอิร์นส์ ไลตซ์ ที่สองตัดสินใจที่จะผลิตกล้องขนาด 35 มิลลิเมตร ซึ่ง ออสการ์ บาร์เนกค์ เป็นผู้ประดิษฐ์ ชื่อ ไลก้า มาจาก (ไล) ตซ์ และ (คา) มารา ชื่อทางการค้าไลก้า และร่วมบริษัทกัน
• ปี 1925 กล้อง Leica I ของไลก้าวางตลาดเป็นครั้งแรก
• ปี 1930 Leica นำเสนอกล้องถ่ายภาพขนาด 35 มิลลิเมตร ที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้หลายแบบ และหลายบริษัทได้ทำการรวมกิจการ พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น เอิร์นส์ ไลตซ์ G.m.b.h
• ปี 1932 Leica ได้รวมเอาคุณสมบัติ Rangefinder อยู่ในตัวกล้องไลก้า Model III
• ปี 1933 รวมเอาการออกแบบ Shutter ความเร็วต่ำนำเสนอในไลก้า III
• ปี 1935 Leica ได้รวมเอา Shutter ความเร็วสูงในการออกแบบ Shutter ไว้ในไลก้า IIIa
• ปี 1949 Leica ได้สร้าง Leica optical Research Laboratory เพื่อใช้ในการตรวจสอบการผลิตแว่นชนิดพิเศษและสูตรในการผลิตเลนส์
• ปี 1950 Leica ได้รวมเอาระบบ Flash และการตั้งเวลาได้ด้วยตัวเองในตัวกล้องขนาด 35 มิลลิเมตร ทำให้เกิดเป็นกล้องรุ่นไลก้า IIIf
• ปี 1952 กุนเธอร์ ไลตซ์ ได้ก่อตั้งโรงงาน Cannadian
• ปี 1954 ไลก้าได้นำเสนอไลก้า M3 เป็นกล้องตัวแรกที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของเลนส์ได้
• ปี 1957 ไลก้านำเสนอกล้องที่มีลูกเล่นกว่ารุ่น M3 ที่รู้จักกันในชื่อรุ่นไลก้า M2
• ปี 1959 ไลก้านำเสนอกล้องที่ลดลงมาจากกล้องรุ่น M2 สำหรับการใช้ในงานทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านเทคนิค
• ปี 1960 ได้ผลิตกล้องไลก้า Screwmouth Body เป็นรุ่นล่าสุด ชื่อรุ่นไลก้า IIIg รุ่นนี้ผลิตขึ้นมารวมแล้ว 7.982 แสนเครื่อง
• ปี 1964 ไลก้านำเสนอกล้อง Single Lens Reflex ตัวแรก ชื่อรุ่น ไลก้า flex การผลิตกล้องรุ่นไลก้า flex จึงเกิดขึ้น
• ปี 1967 นำเสนอรุ่น M4 โดยเติมคุณสมบัติ Rangefinder Flamline สำหรับเลนส์ขนาด 35 และ 135 มิลลิเมตร
• ปี 1968 ไลก้า นำเสนอกล้องรุ่นไลก้า flex SL พร้อมกับอุปกรณ์วัดแสง TTL
• ปี 1971 ไลก้านำเสนอกล้องรุ่น M5 พร้อมกับได้เพิ่มชุดรวมอุปกรณ์วัดแสง TTL เป็นไลก้าตัวแรกที่มีอุปกรณ์วัดแสง
• ปี 1973 ไลก้าร่วมมือกับ Minolta ในการทำตัวเครื่องที่ทันสมัย ขนาดเล็ก และกล้องที่มีความสามารถของ Rangefinder ในกล้องรุ่นไลก้า CL, Monolta CL, ไลตซ์-Minolta CL และหลังจากนั้นกล้องรุ่น Minolta CL จึงเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของความเกี่ยวข้องกันของไลตซ์ กับ Minolta และได้จัดตั้งไลตซ์โปรตุเกสขึ้น
• ปี 1974 ไลก้านำเสนอกล้องรุ่น Leica flex SL2 และ Wild Heerburg ได้ชื้อกิจการหลักที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท
• ปี 1976 ไลก้าผลิตกล้องรุ่นไลก้า R3 และกล้องไลก้า “R” series จึงได้เกิดขึ้น Minolta จะเป็นผู้สร้างกล้องรุ่น R3, R4 และ R5 พร้อมกับสลับกับการผลิตไปที่ไลก้า สำหรับการสร้างอย่างต่อเนื่องของกล้องรุ่น R6, R6.2, R7 และ R8 รุ่น R6.2 (ระบบกลไก) และรุ่น R8 (ระบบอิเล็กทรอนิกส์) ก็ยังมีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน
• ปี 1977 ไลก้านำเสนอกล้องรุ่น M42 และ M4 พร้อมระบบที่มีความแข็งแรงที่ใช้สำหรับการต่อพ่วงกับชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน รุ่น M42 มีลูกเล่นสำหรับแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องรุ่น M ทุกรุ่น ตามรอยเท้าของกล้องรุ่น CL
• ปี 1980 ไลก้านำเสนอกล้องรุ่น M4P โดยเพิ่มเติมในส่วน Rangefinder Framline สำหรับเลนส์ขนาด 28 มิลลิเมตร และ 75 มิลลิเมตร
• ปี 1984 ไลก้านำเสนอกล้องรุ่นที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก ไลก้า M6 รวมคุณสมบัติพิเศษใหม่ๆ ของรุ่น M ในยุคแรก รวมถึงส่วนที่ได้มีการปรับปรุงใหม่และชุดวัดแสงที่มีความทนทาน
• ปี 1986 สมาชิกคนเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลไลตซ์ได้เกษียณจากสมาชิกของผู้บริหารบริษัท
• ปี 1988 บริษัทได้แตกแขนงออกเป็นบริษัทเล็กๆ หลายบริษัท และไลก้า คาเมรา G.m.b.h จึงได้เกิดขึ้น
• ปี 1991 โรงงาน Canadian ได้ถูกขายให้กับบริษัทสายการบินขนาดใหญ่ และกลุ่มไลก้าคาเมราจึงเป็นอิสระ หน่วยการผลิตย้ายไปที่โรงงานใหม่ใน Solms ห่างจาก Wetzlar เพียง 5 ไมล์
• ปี 1997 ไลก้านำเสนอเครื่องรุ่น M6 กับค้นหาภาพขยาย .85 สำหรับความง่ายในการโฟกัสภาพกับเลนส์ที่ยาวและมีความเที่ยงตรงมากในการโฟกัสภาพด้วยเลนส์ที่มีความเร็ว แต่ Rangefingder Frameline ขนาด 28 มิลลิเมตร นั้นลดลง
• ปี 1998 ไลก้านำเสนอเครื่องรุ่น M6 TTL ทั้งในรุ่นที่มีอัตราขยายของช่องมองภาพ (Viewfinder Magnification) .72 และ .85 เครื่องของไลก้า M6 TTL ยังคงมีการผลิตอยู่
• ปี 2000 ไลก้านำเสนอเครื่องรุ่นใหม่ M6 .58 กล้องค้นหาภาพสำหรับผู้สวมแว่นตา และนำเสนอเลนส์ขนาด 28 มิลิเมตร Summicron
• ปี 2002 Leica M7 กับเทคโนโลยีจับเวลาอัตโนมัติ และนับถอยหลังดิจิตอลของชัตเตอร์อัตโนมัติ
• ปี 2003 เปิดตัว Leica Ultravid ใหม่
• ปี 2005 บริษัท ACM Projektenwicklung GmbH ภายใต้การนำของ ดร.แอนเดรียส คอฟมานน์
• ปี 2006 เปิดตัว M8 กล้องดิจิตอล Rangefinder
• ปี 2008 เปิดตัว Leica S2 SLR สำหรับมืออาชีพ
• ปี 2009 Leica M9 การเปิดตัวครั้งแรกของกล้องดิจิตอล Rangefinder แบบเต็มเฟรม
(24 36 มม.) พร้อมกับ Leica S2 และ Leica X1 เปิดตัวในตลาดในเวลาเดียวกัน
• ปี 2011 บริษัท ไลก้า คาเมรา เอจี นิคมอุตสาหกรรมไลตซ์ พาร์ก ในเมืองเวตซลาร์ (Wetzlar) กล่าวขวัญความสำเร็จของบริษัทมาจากกล้องไลก้า M9 Rangefinder, S2 กล้องระดับมือโปร รวมถึงกล้องคอมแพกต์ X1 ด้วย คณะกรรมการหวังว่ายอดขายในปีงบประมาณปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% จากปีก่อนหน้า (248.8 ล้านยูโร) และในแง่ของรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี ณ ขณะนี้เราหวังว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับตัวเลขของปีก่อนหน้า (41.5 ล้านยูโร)
&<2288;







