
ศิลปะแจ้งเกิดศิลปินรุ่นใหม่
แดดร่มลมตก ของเย็นวันที่ 24 ม.ค. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า งานประกาศผลรางวัล
แดดร่มลมตก ของเย็นวันที่ 24 ม.ค. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า งานประกาศผลรางวัล
โดย...ณัฐกานต์ โดยชื่นงาม
แดดร่มลมตก ของเย็นวันที่ 24 ม.ค. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า งานประกาศผลรางวัล และเปิดนิทรรศการรางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย 2555 (Young Thai Artist Award 2012) ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ได้รวบรวมการประกวดศิลปะถึง 6 สาขาไว้ในที่เดียวกัน ผลงานผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ ศิลปินแห่งชาติชั้นเยี่ยมกว่า 60 ท่าน โดยปีนี้มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย 35 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแต่ละสาขาจะได้รับเงินรางวัล 1.5 แสนบาท รวมถึงได้ไปทัศนศึกษาที่ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่จะนำไปสร้างผลงานอีกด้วย
บรรยากาศภายในงานปีนี้ยังคงคึกคักเช่นปีที่ผ่านมา พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ครู อาจารย์ หลั่งไหลเดินทางกันมาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ในท่ามกลางความตื่นเต้นของเวลาประกาศผลรางวัลที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง บรรดาผู้เข้าประกวดและกองเชียร์ต่างยิ้มกันแก้มปริเมื่อช่วงเวลาแห่งการประกาศผลมาถึง
เจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมสาขาแรกเป็น ศิลปะ 2 มิติ ได้แก่ผลงานชื่อ “พูดและฟัง” เทคนิคภาพพิมพ์โลหะ ของ ณภัทร ปิยะวงศ์วัฒนา คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้เวลารังสรรค์ผลงานนี้เพียงอาทิตย์เดียว ความโดดเด่นคือสะท้อนความรู้สึกและแนวคิดของศิลปินออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
“จากประสบอุบัติเหตุในวัยเด็กทำให้หูข้างซ้ายไม่ได้ยิน ก็เลยจินตนาการเครื่องช่วยฟังขึ้นมา เหตุการณ์นั้นทำให้เราเศร้า การถ่ายทอดออกมาของสีหน้า แววตา จึงดูเศร้า อยากวิงวอนสังคมบอกความรู้สึกของคนที่เกิดมาไม่ได้เต็มร้อย แต่ก็ต้องการเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์”
สำหรับรางวัลผลงานศิลปะ 3 มิติยอดเยี่ยม ตกเป็นของ ไกรวุฒิ ปัญญาไว คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้เวลาทำ 3 เดือน จนเกือบจะไม่ได้ส่งเข้าประกวด เพราะเนื้องานที่มีปัญหาทำให้รู้สึกท้อ แต่ด้วยกำลังใจจากเพื่อน ครู อาจารย์และครอบครัว จึงลุกขึ้นสู้อีกครั้งใน 3 วันสุดท้ายของกำหนดการส่งงาน และสำเร็จออกมาเป็นผลงาน “อสุภสัญญา” ที่ปะทะต่อการมองเห็นเป็นครั้งแรก ทำให้รู้สึกเศร้า หดหู่ มีความสด ความชัดเจน ในการสื่อสารทางเทคนิคการเชื่อมเหล็กที่สะท้อนหลักพระพุทธธรรม
“จากชีวิตของผมที่สูญเสียคนที่ผมรักมากในชีวิตคือพ่อและยาย มีผลกับความรู้สึกของผมมาก จึงตั้งใจสื่อออกมาให้เห็นถึงการจากไปของร่างกาย อสุภสัญญา คือการพิจารณาการไม่มีอยู่ของร่างกาย เรายืมมาจากธรรมชาติ วันหนึ่งก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ”
รางวัลต่อไปเป็นงานศิลปะสาขาภาพถ่าย ด้วยวิธีการนำเสนอภาพถ่ายในลักษณะที่แปลกใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างความเจริญทางเทคโนโลยี และความเป็นพื้นบ้านได้อย่างกลมกลืน คือผลงานชุด “เสื่อมสลาย” ของ สุดารัตน์ วงนางาม จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ซึ่งปัจจุบันเป็นครูสอนศิลปะระดับชั้นประถมที่โรงเรียนกาญจนวิทยา จ.ชลบุรี เธอเล่าว่า ผลงานชิ้นนี้ใช้เวลาทำร่วมเดือน และตั้งใจทำเพื่อส่งเข้าประกวดโดยเฉพาะ
“ชอบงานถ่ายภาพคนและภาพขาวดำอยู่แล้ว ผลงานนี้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนภาคอีสานที่เขาถักทอเสื่อ ทอผ้า เราเห็นว่าคนแก่มีอะไรที่สอดคล้องกับลายถักทอ ตรงที่ใบหน้าที่เขามีริ้วรอย ซึ่งคิดว่ามันไปกันได้กับลายถักทอ จึงเอาลวดลาย 2 สิ่งนี้รวมกันเกิดเป็นผลงาน และคิดว่าการถักทอนี้มันอาจจะเริ่มตายไปพร้อมๆ กับอายุของคนแก่แล้ว ก็เลยอยากจะสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจภูมิปัญญาพื้นบ้าน” เธออธิบาย
ในสาขาภาพยนตร์ ผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม คือ เรื่อง Battle ของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไท ประดิษฐเกษร เนื้อหาสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันผ่านตัวละคร พระหนุ่มและพระชรา ที่มีความแตกต่างทางด้านอายุ มีวิธีการเทศน์ที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดเนื้อหาก็คือคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ผลงานมีความยาวประมาณ 8 นาที ที่มาที่ไปจาก 2,600 ปีพุทธชยันตี และเริ่มทำตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ายังไม่ค่อยพอใจกับผลงานเท่าไร
“ผลงานนี้มีท้าทายในการทำหนังเกี่ยวกับศาสนา อยากทำให้วัยรุ่นปัจจุบัน ที่เขาไม่ค่อยเชื่อหรือลบหลู่ โดยที่ไม่รู้ว่าศาสนามันคืออะไร เราจึงต้องการพยายามจะสื่อให้วัยรุ่นได้รับรู้ เข้าถึงศาสนาได้มากขึ้น โชคดีที่ได้รุ่นพี่และเขารู้จักกับคุณสีเทา ที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงด้วย”
มาถึงรางวัลยอดเยี่ยมในสาขาวรรณกรรม “ความตายในเดือนรอมฎอน” ถ่ายทอดเรื่องราวโดยหญิงสาวมุสลิม อุมมีสาลาม อุมาร นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ด้วยการบรรยายที่ทำให้ผู้อ่านได้มองเห็นภาพได้อย่างวิเศษ
“เรื่องเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวบรวมวิถีชีวิต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความที่เราเคยเห็นเหตุการณ์บ้าง ภาพที่เห็นในชีวิตประจำวัน บวกกับการอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มีเรื่องที่เป็นชีวิตเราที่เป็นเค้าโครงความเป็นจริงอยู่บ้าง จึงเกิดเป็นงานชิ้นนี้ และในอนาคตก็ไม่คิดจะทิ้งงานนี้ อยากทำไปเรื่อยๆ ทุกวัน คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ”
สาขาสุดท้าย การประพันธ์ดนตรี ผลงาน “ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ” ของ วิวรรธน์ สุทธิแย้ม วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีความเป็นเลิศด้านเทคนิคของการใช้ ฟลุต คลาริเน็ต ไวโอลิน เชลโล และเปียโน สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของงานวรรณกรรม ที่ทำให้ได้เสียงที่มีความงดงามดังบทกวีได้
“ปีที่แล้วส่งผลงานเข้าประกวดได้รางวัลดีเด่น เป็นบทกลอน 3 ท่อนของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ปีนี้ส่ง ‘นักประดาน้ำและผีเสื้อ’ ใช้เวลาทำ 3 เดือน มาจากวรรณกรรมที่เขียนโดย ฌองโดมินิก โบบี ที่เขาพิการทั้งตัวจะขยับได้แค่เปลือกตาขวา ผมคิดว่าแรงบันดาลใจแบบนี้ เรื่องกำลังใจ พลังน่าจะได้รับการถ่ายทอดออกมา อยากทำให้คนที่ได้ยินเสียงเพลงนี้แล้วอยากอ่านวรรณกรรมเล่มนี้
ความฝันจริงๆ อยากไปเป็นนักแต่งเพลงคลาสสิกประจำวงออร์เคสตาระดับโลก อาจจะต้องไปแข่งในระดับอินเตอร์ฯ ซึ่งเป็นประตูที่บานใหญ่ขึ้นไป เพื่อเป็นประตูสู่ให้คนอื่นได้รู้จักผลงานเรา มีแผนจะเรียนต่อด้วยครับ”







