
นครพนม เสน่ห์ไม่รู้ลืม
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กลับมาเจอกันในเดือนแรกของปีงูเล็กอีกครั้งแล้วนะครับ ก็ขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน หวังอะไรขอให้ได้สมตามที่หวังนะครับ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กลับมาเจอกันในเดือนแรกของปีงูเล็กอีกครั้งแล้วนะครับ ก็ขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน หวังอะไรขอให้ได้สมตามที่หวังนะครับ
โดย...นิธิ ท้วมประถม
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กลับมาเจอกันในเดือนแรกของปีงูเล็กอีกครั้งแล้วนะครับ ก็ขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน หวังอะไรขอให้ได้สมตามที่หวังนะครับ
ปีใหม่แล้วใครตั้งใจทำอะไรก็ถือโอกาสนี้เริ่มทำเลยครับ เวลาเดินเร็ว อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์นะครับ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ใครอยากไปเที่ยวไหนก็ไปเลยครับ เมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากที่รอให้เราไปค้นหา
ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมากคุณผู้อ่านได้มีโอกาสไปสัมผัสเมืองไทยที่ไหนกันมาบ้างครับ ส่วนผม กทม. ล้วนๆ ถนนโล่งแทบทุกที่ ใครอยากไปไหนในกทม.ก็อาศัยช่วงเทศกาลหยุดยาวแบบนี้แหละเหมาะมาก สวรรค์สำหรับคนกรุงเลยทีเดียว
สำหรับทริปนี้ต้องบอกว่าเป็นทริปดองเค็มก็ว่าได้กับการเดินทางไปในจังหวัดริมน้ำโขง อย่าง นครพนม เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ในตัวเองไม่น้อย เป็นการเดินทางเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วครับ ช่วงนั้นน้ำโขงยังเต็มตลิ่งอยู่เลย
แต่วันนี้ได้ข่าวว่าน้ำโขงแห้งเสียแล้ว เฮ้อ...ไม่รู้ว่าในอนาคตน้ำโขงจะเป็นอย่างไร กุ้ง หอย ปู ปลา จะอยู่กันได้แค่ไหน และที่สำคัญต่อไปจะมีปลาบึกจักรพรรดิมีหางแห่งลุ่มน้ำโขงหลงเหลืออยู่ในแม่น้ำโขงหรือเปล่าก็ไม่รู้
จะว่าไปแล้ว ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แหม....ผมก็ไม่อยากตกกระแสเหมือนกัน เพราะ จ.นครพนม นี่ก็ติดประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แถมยังสามารถเดินทางข้ามฝั่งโขงไปยังลาวได้ด้วย
ก็จะไม่ให้ข้ามได้ยังไงละครับ เพราะ จ.นครพนม นั้น มีพื้นที่ชายแดนด้านเหนือและตะวันออก ตั้งแต่ อ.บ้านแพง ลงมาจนถึง อ.ธาตุพนม ติดกับแม่น้ำโขงตลอด
ผมเองในช่วงปีที่ผ่านมา ก็เคยพาท่านผู้อ่านไปเยือนนครพนมกันมาแล้ว แต่ครั้งนั้นเป็นการตระเวนสักการะพระธาตุหลายแห่งเลย เพราะที่นี่เขาว่าเป็นเมืองแห่งพระธาตุเลยนะครับ มีพระธาตุประจำวันเกิดอยู่ครบครับ ถ้าใครได้มาละก็ไม่น่าพลาดไหว้พระธาตุประจำวันเกิด แต่อาจจะต้องขับรถตระเวนหน่อยเท่านั้นเอง
ส่วนครั้งนี้เมื่อกระแสเออีซีแรงอย่างนี้ ผมก็ไม่อยากตกเทรนด์กับเขาเหมือนกัน เพราะบ้านพี่เมืองน้องอย่างลาวก็เป็น 1 ใน 10 สมาชิกอาเซียนที่รวมตัวกันเป็นตลาดเดียวกัน ทำให้มีขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก และยังทำให้การค้าขายในภูมิภาคนี้เจริญยิ่งขึ้น โอ้โห! ฟังดูดีมากครับ
แต่ก่อนที่เราจะไปเรื่องเศรษฐกิจกันใหญ่โต ขอกลับมาเริ่มกันที่ความถนัดของผมคือการท่องเที่ยวก่อนละกัน
ทริปนี้มาถึงนครพนม ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเลยครับ จ้องจะข้ามไปฝั่งลาวก่อนเลย
การข้ามไปฝั่งลาวนั้นไปได้ 2 ทางครับ 1.ทางรถยนต์ ซึ่งก็ต้องข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง จ.นครพนม กับเมืองท่าแขก ของแคว้นคำม่วน ประเทศลาว
สะพานนี้ถือว่าเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางการค้าและการท่องเที่ยว ระหว่างไทย ลาว และเชื่อมโยงต่อไปถึงประเทศเวียดนาม แถมยังต่อเนื่องไปถึงทางตอนใต้ของประเทศจีนเลยทีเดียว
ส่วนการเดินทางไปลาวแบบที่ 2 คือ ทางเรือ ที่ท่าเทียบเรือการท่องเที่ยวอยู่ริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง (ด่าน ตม.) และด่านศุลกากรด้วย
ผมเลือกข้ามไปฝั่งลาวทางเรือครับ เพราะดูวุ่นวายน้อยกว่าการเดินทางด้วยรถ ที่สามารถไปทั้งรถโดยสารและรถส่วนตัว ซึ่งหากไปรถโดยสารก็ต้องขึ้นลงรถเวลาผ่าน ตม. แล้วไม่ค่อยได้บรรยากาศเท่าไร
ส่วนถ้าไปรถส่วนตัวละก็ยุ่งแน่ครับ ต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับตัวรถและตัวคนไม่น้อยทีเดียว ซึ่งถ้าเข้าไปหลายวันก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าไปเที่ยวแบบวัน ครึ่งวัน ไม่แนะนำครับ
การข้ามฟากไปยังฝั่งลาวด้วยเรือข้ามฟากนั้นใช้เวลาไม่มาก เท่าที่เห็นคนทั้งฝั่งลาวฝั่งไทยนิยมข้ามเรือโดยสารเยอะทีเดียว โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าจากฝั่งลาว ที่ขนสินค้าจากบ้านเราข้ามไปลาวกันไม่น้อยทีเดียว เห็นแบกกันตัวเอียงกันทั้งนั้น
การเดินทางครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เช้าเลยครับ เพราะไม่มีประสบการณ์การข้ามโขงแบบนี้เลย ก็ต้องให้เวลาหน่อย หลังหามื้อเช้าริมโขงทานแบบง่ายๆ ด้วยขนมจีนกับแกงร้อนๆ ก็ตรงดิ่งไปยังท่าเรือทันที ที่นั่นมีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) อยู่แล้ว ทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว ไม่ต้องใช้อะไรมาก บัตรประชาชนใบเดียว จบ...
ได้หนังสือผ่านแดนแล้ว มาซื้อตั๋วเรือก่อนครับ รู้สึกว่าจะ 20 บาทต่อคน แต่ผมไม่ได้ตั๋วนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกว่าจะเอาค่าตั๋วไปซื้อกับข้าวกิน
อ้าว...แปลกดีเหมือนกันแฮะแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ขอให้ผมลงเรือได้ก็แล้วกัน
เดินลงมารอเรือข้ามฟากที่โป๊ะริมฝั่งแม่น้ำโขงได้เลยครับ หาที่นั่งเอาตามสบายรอเวลาขึ้นเรือเท่านั้น เรือที่ว่าเป็นเรือเหล็กขนาดใหญ่พอประมาณครับ ไม่น่ากลัวอะไร แต่ที่แปลกตาคือเก้าอี้ในเรือ ที่ใช้เก้าอี้พลาสติกมาตั้งเรียงๆ กันในเรือสักประมาณ 20 ตัวเห็นจะได้ ใครขึ้นก่อนนั่งก่อน
ถ้าผู้โดยสารนั่งเต็มแล้วก็ยืนกันไปครับอยากยืนตรงไหนก็ยืน ไม่มีระเบียบอะไรให้น่าเวียนหัว ถือว่าสบ๊าย สบ๊าย...
ขึ้นมานั่งในเรือหันซ้ายหันขวาชมวิวแม่น้ำโขงได้อึดใจเดียวถึงแล้วฝั่งลาว ขึ้นฝั่งได้ต้องทำเรื่องที่ ตม.ลาวอีกครั้ง ก็เสร็จพิธีแล้วครับ คราวนี้เราไปเที่ยวเมืองลาวกันล่ะ
ท่าเรือที่ขึ้นนั้นเรียกว่าเมืองท่าแขก ถือเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของแขวงคำม่วนเลยทีเดียว รวมถึงการท่องเที่ยวด้วยนะครับ เพราะที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งเหมือนกัน
ออกมาจาก ตม.ได้ ก็กำลังหาทางไปเที่ยวในลาวหน่อย ว่าจะไปเที่ยวแบบขึ้นรถประจำทางในลาวดี หรือเหมารถเที่ยวดี กำลังคิดเพลินๆ ก็มีหนุ่มลาวคนหนึ่งเดินรี่เข้ามาหาผม และถามว่าจะไปไหน เช่ารถหรือเปล่า
ซึ่งเมื่อผมมองไปที่รถของเขาแล้ว ก็คือรถ 3 ล้อ ซึ่งดัดแปลงจากรถมอเตอร์ไซค์ครับ พอไหวๆ แถมมีหลายคันเสียด้วย เรียกว่าเป็นคิวเลยก็ว่าได้
ส่วนราคาและสถานที่แล้วแต่ตกลง คนขับของผมแนะนำว่าพระธาตุศรีโคตรบูร และถ้ำนางแอ่น นั่งรถไม่ไกลมากนัก ตกลงกันในราคา 1,200 บาท แต่ต่อเหลือ 1,000 บาท ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าแพงหรือเปล่า แต่ก็ถือว่าซื้อประสบการณ์แล้วกัน
นั่งรถกินลมชมวิวข้างทางเพลินๆ บางช่วงอาจจะดูแห้งแล้งไปบ้าง แถมร้อนพอดูทีเดียว รถ 3 ล้อของผมวิ่งได้ไม่เร็วเท่าไรครับ แต่ได้บรรยากาศดีชะมัด ถูกรถคันอื่นแซงตลอด แต่ไม่เป็นไร พอเข้าในเขตที่ภูเขาเยอะๆ ต้นไม้เขียวๆ อากาศเย็นวาบขึ้นมาเลยครับ
ใช้เวลาเดินทางด้วย 3 ล้อ ประมาณเกือบชั่วโมงก็มาถึงครับ ถ้ำนางแอ่นถ้ำนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่หน้าถ้ำเต็มไปหมด แถมมีร้านอาหาร ร้านเบ้อเริ่มตั้งอยู่ด้วย และยังมีแผงลอยขายส้มตำเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวของไทยเลย
ตอนแรกนึกว่าถ้ำนางแอ่นจะเป็นถ้ำธรรมดาๆ ที่ไหนได้ ถ้ำแห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯ ทอดพระเนตรมาแล้วนะครับ
ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่รัฐบาลลาวให้สัมปทานกับเอกชนให้เป็นผู้ดูแลครับ ก็เลยต้องเสียค่าเข้าชมคนละตั้ง 5,000 กีบ แต่เมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วไม่เท่าไร แค่ 20 บาท ว้าวววๆๆๆ
ที่นี่จะมีไกด์คอยพานักท่องเที่ยวเข้าไปชมหินงอกหินย้อยภายในด้วย ซึ่งค่าบริการนั้นอยู่ที่นักท่องเที่ยวจะให้ครับว่าจะให้เท่าไร
แหม...มีให้เลือกแบบไม่กำหนดราคาอย่างนี้ ก็ต้องขอเลือกสักคนแล้วกัน และบุญมี คือไกด์หนุ่มชาวลาวที่ผันตัวเองจากนักบัญชีมาเป็นไกด์ที่นี่ ซึ่งบุญมีบอกว่า รายได้จากการเป็นไกด์ดีกว่า แต่ที่สำคัญคือได้ใช้ชีวิตแบบสงบๆ ที่ท่าแขก ดีกว่าไปใช้ชีวิตในเมือง
อืม....ความคิดดีเหมือนกันแฮ่ะ
บุญมี บอกว่า ปกติแล้วด้านในถ้ำจะมีไฟติดสว่างตลอด แต่วันที่ผมไปไฟดับ!!! เลยได้อุปกรณ์เสริมเป็นไฟฉายติดตัวไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
ระหว่างที่เริ่มเดินเข้าไปในถ้ำก็เห็นลำธารขนาดไม่เล็กนักไหลเข้าไปในถ้ำ แถมอากาศยังเย็นสบายถึงขั้นหนาวเลยทีเดียว ซึ่งบุญมีบอกว่าอากาศในถ้ำนี้จะหนาวทั้งปี
ถ้ำนางแอ่นนี้รัฐบาลลาวให้สัมปทานเอกชนเป็นคนดูแลนานถึง 90 ปีครับ ซึ่งคนที่รับสัมปทานปัจจุบันก็เป็นรุ่นลูกหลานแล้ว เรียกว่าเป็นมรดกตกทอดกันจนกว่าจะหมดสัมปทานเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วการให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการก็มีข้อดี เพราะเท่าที่ผมเคยไปเที่ยวถ้ำมา ที่นี่เป็นถ้ำแห่งแรกที่ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เลย แถมยังสะอาดมากเสียด้วย มีการทำทางเดินเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนมูลค้างคาวก็เอามาใส่ถุงขายหน้าถ้ำ
ในถ้ำมีธารน้ำที่ทอดยาวหายเข้าไปในถ้ำ ไกด์บอกว่าล่องเรือไปได้ แต่ต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง แต่ตอนผมไปไฟดับ อดล่องเรือเลยครับ
การเข้าถ้ำที่นี่เป็นความเชื่อและถือปฏิบัติกัน คือ จะต้องเข้าทางขวา ออกทางซ้ายของปากถ้ำ และก่อนออกจะต้องวักน้ำล้างหน้าล้างตา เหมือนปัดเป่าสิ่งไม่ดีไม่ให้ติดตัวออกมา ว่าแล้วผมก็วักน้ำล้างหน้าล้างตาอย่างสะใจ เพราะน้ำเย็นและสะอาดมาก
บุญมี เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำให้ฟังได้อย่างเพลิดเพลิน มีทั้งฤๅษีตาไฟ องค์หญิง เจ้าชาย ที่พบรักกัน ก็เหมือนกับตำนานพื้นบ้านของไทยนั่นแหละครับ แต่ฟังตำนานแล้วยืนมองหินงอกหินย้อยเหล่านั้นก็อินดีเหมือนกัน
ผมใช้เวลาเดินเที่ยวเล่นในถ้ำเกือบ 1 ชั่วโมงทีเดียว ถือว่านานเอาการอยู่ เพราะปกติแล้วจะไม่ค่อยชอบเข้าถ้ำครับ จะถนัดแต่ถ้ำมองมากกว่า หุหุ แต่ก่อนที่จะออกจากถ้ำไม่ลืมที่จะให้ทิปกับบุญมี ไกด์ลาวที่แสนจะน่ารักไป 100 บาทครับ
ออกจากถ้ำมาได้จัดการมื้อกลางวันที่ร้านอาหารหน้าถ้ำนั่นแหละ ง่ายดี อาหารอร่อยใช้ได้เลย หมดไปไม่เท่าไรครับ 9.5 หมื่นกีบเท่านั้นเอง เฮ้อ...ผมว่าแพงเอาการอยู่เหมือนกันกับอาหาร ส้มตำ ปลานิลเผา ต้มยำไก่บ้าน ข้าวเหนียว แล้วก็เนื้อแห้งเป็นเส้นๆ เป็นเงินไทยก็หลายร้อยบาทอยู่นะ...แพงๆ
แต่ก็เห็นคนลาวจ่ายค่าข้าวแพงๆ อย่างนี้เหมือนกันทั้งนั้น เอ...หรือว่าที่นี่ราคาอาหารตามสถานที่ท่องเที่ยวจะแพงเหมือนกับบ้านเราหว่า
อิ่มท้องแล้วสามล้อส่วนตัวของผมก็พาไปเที่ยวต่อครับ คราวนี้ออกจากธรรมชาติแล้วมุ่งหน้าย้อนกลับมาที่ท่าแขก ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของวัดพระธาตุศรีโคตรบูร หรือถ้าภาษาลาวเรียกว่าสีโคดตะบอง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงกันเลย มองเห็นฝั่งไทยอยู่เพียงแค่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น
ที่นี่มีกฎสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่จะเข้าไปสักการะพระธาตุว่าต้องแต่งตัวเรียบร้อย ถ้าไม่ได้ใส่กางเกงขายาวละก็ ต้องนุ่งกระโปรงหรือผ้านุ่ง ให้กรอมเท้ากันล่ะ แต่ไม่ต้องกลัวครับ มีให้เช่าอยู่หน้าวัด
วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้านันทเสนแห่งเมืองศรีโคตรบูร ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่พระเจ้าอนุวงศ์เป็นผู้สร้างไว้
ผนังของวัดแห่งนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลืออยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยลวดลายจิตรกรรมได้เล่าขานความเป็นมาของอาณาจักรล้านช้าง และพระยาสีโคดที่ทรงพลัง
จะว่าไปแล้ว คนไทยก็ข้ามฟากมาสักการะพระธาตุที่นี่กันไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ ศาสนา ไม่มีอะไรกั้นขวางอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับศรัทธาของแต่ละคน
ผมอยู่ที่นี่ไม่นานเท่าไร่ครับ ร้อนมาก ไม่ได้ร้อนเพราะเข้าวัดนะครับ แต่อากาศวันนั้นร้อนเหลือกิน เดินไปทางไหนเจอแต่แดดจ้าๆ ถอยดีกว่า แถมเวลาก็ล่วงเลยมาช่วงบ่ายแล้วด้วย กลับบ้านเราดีกว่า
เพราะช่วงเย็นผมมีนัดที่ฝั่งไทยครับ ต้องไปเดินถนนคนเดินที่นครพนมเสียหน่อย เดี๋ยวนี้เมืองไหนก็มีถนนคนเดิน ที่นครพนมก็มีกับเขาเหมือนกัน ที่นี่จะมีถนนคนเดินทุกเย็นวันศุกร์และเสาร์บนถนนสุนทรวิจิตร ซึ่งอยู่เลียบริมโขง โดยตั้งต้นจากหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ แล้วไล่ขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ ก็ยาวพอประมาณครับ เดินได้เหงื่อได้เมื่อยเหมือนกัน
ถนนคนเดินที่นี่เริ่มตั้งแผงช่วงเย็นๆ ครับ สักประมาณ 5 โมง ก็เริ่มตั้งแผงกันแล้ว ส่วนสินค้าที่นำมาขายยังเป็นสินค้าในท้องถิ่น ถือว่าถนนคนเดินที่นี่ยังเล็กๆ น่ารักดีครับ ไม่เวอร์ และไม่เป็นถนนเพื่อการพาณิชย์เหมือนถนนคนเดินที่ อ.ปาย
ที่นี่มีพร็อบให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปแบบพอประมาณให้รู้ว่าฉันก็มาแล้วนะ แถมเดินสักพักไปเจอขนมครกบ้านๆ แบบที่ชอบ ไส้ยังคงเป็นผัก ไม่ใช่ไส้เผือก ไส้ข้าวโพด แล้วมาพูดว่าขนมครกชาววัง อะไรก็ไม่รู้
แม่ค้าก็เป็นคนที่มีบ้านอยู่ริมถนนคนเดินนั่นแหละครับ มาตั้งร้านขายขนม ขายอาหารแบบเล็กๆ น้อยๆ กันไป ไม่รีบไม่ร้อน หยอดขนมครกทีละฝา ไม่ใช่ราดโครมๆ ลงไปเหมือนร้านขนมครกใน กทม. แล้วแคะกันมาทั้งแผง แต่ที่นี่ยังหยอดไป แคะไป ทีละฝา ดูคลาสสิกครับ
บรรยากาศของถนนคนเดินที่นี่เป็นไปแบบสบายๆ เรื่อยๆ ครับ ค่อยๆ ทำกันไป คนซื้ออย่างเราก็นั่งรอได้สบายเพราะบรรยากาศดี แคะไปกินไป รู้สึกตัวอีกทีฟาดไป 2 กระทง 40 บาท แถมคุณป้าแม่ค้ายังให้น้ำดื่มมาอีก 1 ขวด แบบไม่คิดสตางค์อีกด้วย
นอกจากขนมครกแล้วยังมีของกินอีกสารพัดครับ เลือกสรรกันไปตามใจชอบ ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็มีให้เลือกพอประมาณ อย่าไปคิดมากว่าจะได้อะไร เอาเป็นว่าไปเดินเล่นแล้วเจออะไรถูกใจก็ซื้อไปแล้วกัน
แต่หากใครมาไม่ตรงกับวันที่มีถนนคนเดิน ไม่ต้องเสียใจว่าจะไม่มีอะไรทำนะครับ เพราะสามารถไปล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งโขงได้ทุกวัน ค่าเรือคนละ 50 บาทเองครับ แลกกับบรรยากาศริมโขงยามเย็นสุดคุ้ม ท่าเรืออยู่ตรงข้ามกับตลาดอินโดจีน เรือออก 5 โมงเย็นทุกวัน ไปกันได้ จะซื้อขนมนมเนยไปนั่งทานแกล้มบรรยากาศพระอาทิตย์ตกกลางโขงก็เก๋ไปอีกแบบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตั้งใจว่าจะไปชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าฯ นครพนม (หลังเก่า) เสียหน่อย ที่นี่สวยจริงๆ ครับ เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นใน จ.นครพนม เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศส ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน มีอายุเกือบ 100 ปี แต่ก็ยังมีสภาพสวยงามสมบูรณ์ และเพิ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมเมื่อปี 2551 นี้เอง
เมื่อเดินเข้าไปภายในผมก็ได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่ใครเห็นก็ต้องประทับใจ คือภาพที่แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ วัย 102 ปี นั่งก้มตัวเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมเชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ที่มาของภาพ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้จนได้มาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ
เพราะแม่เฒ่าในภาพนี้คือชาวนครพนม และที่นี่ได้มีคำบรรยายภาพว่า“เมื่อแม่เฒ่าตุ้มรู้ข่าวว่าในหลวงจะเสด็จฯ มา ก็ขอให้ลูกหลานช่วยอุ้มมารอรับเสด็จฯ ตั้งแต่เช้า โดยแม่เฒ่าถือดอกบัวสีชมพู 3 ดอก และรอรับเสด็จฯ พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เช้าจนบ่าย ซึ่งดอกบัวที่เตรียมไว้เหี่ยวแห้งไปแล้ว กระทั่งได้เวลาที่ในหลวงเสด็จฯ แม่เฒ่าตุ้มก็ยังนำขึ้นจบบูชาถวาย เมื่อในหลวงเสด็จฯ มาถึงทรงก้มพระองค์ จนพระเศียรเกือบติดศีรษะของแม่เฒ่า และรับสั่งแผ่วเบาว่าอย่างไร
มีเพียงแม่เฒ่าคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินและซาบซึ้งใจ หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพรับเสด็จฯ ของแม่เฒ่าตุ้ม พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ ผ่านทาง อ.พระธาตุพนม ให้แม่เฒ่าไว้เป็นที่ระลึก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้”
ผมยืนอ่านคำบรรยายภาพนี้แล้วน้ำตารื้นดวงตาไปหมดครับ ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดออกมา นอกจากคำว่า“ทรงพระเจริญ”
นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าฯ ยังมีภาพเก่าๆ ของนครพนมที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนจัดแสดงไว้ภายในพิพิธภัณฑ์อีกมากมาย ภายใต้นิทรรศการ“ภาพเก่า เล่าขาน สืบตำนาน นครพนม”
และยังแบ่งโซนการจัดแสดงต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี อย่างโซนแรกคือ“กรอบแห่งความทรงจำ”ชวนทุกคนย้อนตำนานอาคารจวนผู้ว่าฯ พร้อมกับรำลึกถึง“พ่อเมือง” นครพนมตั้งแต่คนแรกจนถึงคนปัจจุบัน ถัดไปเป็นโซน“ย่านเก่าเล่าเรื่อง”จัดแสดงภาพนครพนมในมุมต่างๆ โซน“ม่วนซื่นสองฝั่งโขง เชื่อมโยงสามแผ่นดิน”
จากนั้นมาต่อกันที่โซน“รอยพระบาทยาตรายังจารึก”โซนนี้ถือเป็นไฮไลต์เพราะในอดีตจวนผู้ว่าฯ แห่งนี้ได้ผ่านภารกิจอันยิ่งใหญ่ คือ เคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ มาทรงเยี่ยมเยียนราษฎรใน จ.นครพนม ระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 ซึ่งสร้างความซาบซึ้งใจแก่ชาวนครพนมเป็นอย่างมาก และเรื่องราวของแม่เฒ่าตุ้มก็จัดแสดงอยู่ใกล้กับโซนนี้ด้วย
สุดท้ายโซน“ตามรอยเท้าพ่อ ขออยู่อย่างพอเพียง”เป็นโซนที่จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวนครพนม ที่ร่วมกันสานต่อพระราชปณิธาน 5 โครงการในพระราชดำริเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อชมจนครบทุกโซนก็จะได้รู้จักความเป็น“นครพนม”อย่างแท้จริง
นอกจากตัวจวนผู้ว่าฯ แล้ว ยังมีตึกที่น่าสนใจอีกแห่งคือ ตึกด้านหลังจวนผู้ว่าฯ ที่เดิมตึกชั้นเดียวหลังนี้เป็นที่พักของผู้รับใช้ของผู้ว่าฯ แต่ปัจจุบันจัดเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการงานประเพณีไหลเรือไฟ จ.นครพนม โดยตั้งชื่อเรือนหลังนี้ว่า อาคาร“เฮือนเฮือไฟ”ซึ่งผมเองก็เพิ่งเห็นเรือไฟของจริงก็ครั้งนี้ละครับว่าเป็นยังไง
พิพิธภัณฑ์จวนท่านผู้ว่าฯ นครพนม (หลังเก่า) จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร) โดยไม่เสียค่าเข้าชม
เสร็จจากชมพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มอิ่มแล้ว อีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้คือไปไหว้พระธาตุประจำวันเกิด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนครพนมว่าถ้าใครมาถึงแล้วก็ต้องไปไหว้ โดยคนเกิดวันอาทิตย์ คือวัดพระธาตุพนม วันจันทร์ วัดพระธาตุเรณู วันอังคาร วัดพระธาตุศรีคุณ วันพุธ วัดพระธาตุมหาชัย วันพฤหัสบดี วัดพระธาตุประสิทธิ์ วันศุกร์ วัดพระธาตุท่าอุเทน วันเสาร์ วัดพระธาตุนคร
นครพนมวันนี้เดินทางสะดวกมากขึ้น ผมเองประทับใจเมืองนี้ไม่น้อย ด้วยอัธยาศัยไมตรีของผู้คน ความเป็นเมืองที่ไม่พลุกพล่านนัก และหวังว่าคุณผู้อ่านที่ยังไม่เคยไปเยือนจะเลือกนครพนมไว้ในลิสต์การเดินทางของคุณในทริปต่อไป แล้วคุณจะหลงรักนครพนมเหมือนหลายๆ คนที่เคยไปมาแล้ว







