
คู่มือรักษาสุขภาพใจดี
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ก่อนวันปีใหม่ หนูดีเพิ่งมีโอกาสได้ไปฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ณ ห้องสมุดบ้านอารีย์ มาค่ะ หนูดีเองเป็นแฟนหนังสือของท่านมิตซูโอะมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ไปฟังธรรมของท่านเสียที ครั้งนี้โอกาสดี เลยต้องบอกว่า ประทับใจมากๆ ประทับใจกว่าตอนอ่านหนังสือเสียอีก ทั้งๆ ที่หนังสือของท่านก็เป็นธรรมะเซตโปรดของหนูดีและคุณแม่
หากใครที่ชอบหนังสือของท่านมิตซูโอะ หนูดีแนะนำว่า ลองหาจังหวะดีๆ ไปฟังท่านธรรมะบรรยายสดๆ จะพบว่าท่านมีวิธีการดูแลใจที่ทำตามได้สะดวกอย่างยิ่งสำหรับคนเมือง หรือหากไม่สะดวกไปถึงวัดสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี ก็สามารถหาข้อมูลวันที่ท่านเข้ามาบรรยายในกรุงเทพฯ ได้เป็นประจำ ณ facebook.com/aj.mitsuo.gavesako
ในปีใหม่ปีมะเส็ง 2556 นี้ ท่านบอกว่า ท่านขอสอนหัวข้อหลัก หัวข้อเดียว ซึ่งจำเป็นที่สุด ณ เวลานี้ ซึ่งก็คือ “คู่มือรักษาสุขภาพใจดี” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติ 5 ข้อสำหรับมนุษย์ทุกคน ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ใน 5 หัวข้อนี้ หนูดีได้ลองทำแล้ว พบว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะเทคนิคของครูบาอาจารย์แต่ละท่านในปัจจุบัน ยิ่งลองนำมาใช้ ยิ่งรู้สึกว่าเหมาะกับชีวิตคนออฟฟิศ และชีวิตคนเมืองจริงๆ ค่ะ เพราะสิ่งที่คนทำงานและนักเรียน นักศึกษาต้องเจอเป็นประจำคือสิ่งนี้ (ฟังแล้วรับรองคุ้นๆ ค่ะ)
ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะไม่มีเวลา
ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่ก็ต้องนอนดึก อาจเพราะเคลียร์งาน เอาลูกเข้านอน หรือออนไลน์
อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละนานๆ ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยในที่ต่างๆ เช่น บ่า ไหล่ และทำให้ลมหายใจไหลเวียนไม่ดี เพราะท่านั่งกดทับนานเกินไปในท่าเดียว
หากมีเรื่องโกรธใคร ทุกข์ใจ มักจะไม่มีเวลามาดูแลอย่างจริงจัง เพราะวันๆ หนึ่งมีหลายเรื่องต้องทำมากเกินไป
หากมีแฟน ก็จะติดแฟนมาก ทำให้เกิดความเสี่ยงทางใจหากต้องเลิกกัน
สำหรับการฝึกตามดูลมหายใจนั้น ท่านมิตซูโอะ แนะนำว่า ให้ “คิดถึงลมหายใจให้เหมือนคิดถึงแฟน” คือ คิดถึงเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน พอว่างก็คิด ว่างก็คิด คิดแล้วให้หมั่นสังเกตว่า ลมหายใจของเรามีลักษณะอย่างไร สั้นและตื้น หรือ ลึกและยาว เพราะท่านบอกว่า คนเราเดี๋ยวนี้ มีแฟนก็คิดถึงกันทั้งวัน อยากให้แบ่งเวลามาคิดถึงลมหายใจในแบบนั้นบ้าง ว่าไปก็ดีนะคะ หนูดีเองใช้วิธีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลารถติดหนักๆ เพราะหนีไปไหนก็ไม่พ้น นั่งอยู่ตรงนั้นต่อไป แต่ไม่นั่งแบบเดิม เปลี่ยนมาเป็นการนั่งแล้วโฟกัสกับลมหายใจ หนูดีมักพบว่าเวลาเรารถติด หรือนั่งพิมพ์งานไปนานๆ เราจะหายใจตื้นๆ ซึ่งทำให้เหนื่อยๆ เพลียๆ จึงเปลี่ยนมาเป็นการหายใจลึกและยาวขึ้น ใช้สติโฟกัสไปที่ลมหายใจ พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักพัก จะรู้สึกเหมือนได้เติมพลังเลยค่ะ ซึ่งสิ่งนี้ย่อมไม่สามารถแทนการเคลื่อนไหวออกกำลังได้ แต่หากเราต้องติดอยู่ในที่แคบๆ ที่จำกัด นี่อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีทีเดียว อีกที่ที่หนูดีแอบใช้เทคนิคนี้บ่อยๆ คือ ในห้องประชุม โดยเฉพาะหากต้องนั่งติดกันหลายๆ ชั่วโมง จะว่าไปแล้ว การนั่งเฉยๆ ในห้องเรียนหรือห้องประชุมโดยไม่ทำอะไรนอกจากฟังนี่ เหนื่อยกว่าการลุกไปทำนั่นทำนี่อีกนะคะ ใครพบว่าตัวเองต้องเจอสิ่งนี้ กลับมาที่ลมหายใจเลยค่ะ มันชาร์จพลังจริงๆ
เทคนิคที่ท่านมิตซูโอะ แนะนำมี 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ
ให้ลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร
คือ หยุดพูด หยุดทำ หยุดคิด (ท่านสอนว่า ใน 84000 พระธรรมขันธ์นั่น หากย่อให้เหลือคำเดียวเท่านั้น ท่านจะย่อเหลือคำว่า “หยุด” ค่ะ) แล้วกลับมาดูลมหายใจ
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย ให้ความรู้สึกกลับเป็นปกติ เป็นสุขภาพใจดี ทำบ่อยๆ ครั้งละ 12 นาที หากทำได้วันละ 30 ครั้ง ก็เท่ากับว่า เรามีเวลาสุขภาพใจดีถึง 1 ชั่วโมงแล้ว
หายใจเข้าออก ลึกๆ ยาวๆ เพื่อปฐมพยาบาลทางจิตใจ
เมื่อตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ น้อยใจ กลัว โกรธ เครียด วิตกกังวล ให้รีบปรับปรุงลมหายใจ ด้วยการ ตั้งสติ ดูลมหายใจ หายใจออกแบบข้อ 1 จนใจสงบ เบา
เดินมีสติ รู้ลมหายใจ ไปพร้อมกับการก้าวย่าง
เดินจงกรมตามแนวของท่าน ง่ายค่ะ คือ ก้าวขวาหายใจเข้า ก้าวซ้ายหายใจออก ใครอยากลองทำดู หนูดีขอบอกเลยว่าไม่ยาก ท่านจะเห็นเลยว่า ลมหายใจตัวเองสั้นยาวแค่ไหน เพราะการก้าวเดินเป็นสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว ท่านมิตซูโอะ บอกว่า หากใครเดินแบบนี้จนชิน คราวหลังจะวิ่งจงกรมยังได้ แค่ให้ลมหายใจสัมพันธ์กับเท้าเท่านั้นเอง และหากเราหายใจเข้าออกยาว เราก็ก้าวให้ช้าลง หนูดีเพิ่งไปวัดหนึ่งในจังหวัดชายทะเลที่เน้นการบวชเพื่อหลุดพ้นในชาตินี้ ท่านเจ้าอาวาสก็เน้นการเดินจงกรมมากกว่าการนั่งสมาธิ เพราะท่านบอกว่า มือใหม่ อยู่ดีๆ ให้มานั่งหลับตาโอกาสจะจิตฟุ้งง่ายมาก ให้เน้นเดินเอาดีกว่า เพราะสติจะอยู่กับตัว
ตื่นรู้ ความสุขที่มีอยู่ภายในตน
ก่อนนอนประมาณ 20 นาที พยายามทำใจให้สบาย และสุขใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ้มน้อยๆ หายใจเข้าออกลึกยาว สบายๆ หายใจเข้ารู้สึกดี หายใจออกรู้สึกดี เข้านอนด้วยจิตใจสงบ สบาย
เริ่มวันใหม่ด้วยใจดี
ตื่นขึ้นมาปุ๊บ รีบเช็กจิตใจ ทั้งๆ ที่ยังนอนหลับตาอยู่บนเตียงนั่นละค่ะ หากจิตใจไม่เบิกบานเท่าที่ควร ให้ยิ้มน้อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ หายใจไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติมความสุขเข้าไปในใจทีละนิดๆ จนจิตใจเริ่มสบาย มีความสุข แล้วค่อยลุกขึ้นจากที่นอนไปทำธุระต่างๆ
สิ่งที่ท่านสอน และหนูดีได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นรอบห้อง คือ จิตใจที่มีสุขภาพไม่ดี คือ จิตใจที่ทุกข์? แต่ว่าจิตใจที่มีความสุข แต่ฟุ้งซ่าน ก็ไม่นับเป็นจิตใจที่มีสุขภาพจิตดีเช่นกัน ฟังแล้ว “โดน”? กับพวกเราหลายๆ คน ลองสังเกตดูตัวเองนะคะ เวลาเรามีความสุข เราสุขแบบฟุ้งซ่านหรือเปล่า ถ้าใช่ รีบจัดการโดยไว โดยกลับมาที่ลมหายใจค่ะ ขอให้ปีใหม่ 2556 นี้ แฟนๆ คอลัมน์ของหนูดี มีสุขภาพใจดีโดยทั่วหน้ากันค่ะ







