
เขียน - เพื่อจัดระบบความคิด
โดย...หนูดีวนิษา เรช
โดย...หนูดีวนิษา เรช
นี่คือบทความที่จะพูดถึงการเขียน “บทความชนะใจคณะกรรมการ” หรือ “Winning statement of purpose” นะคะ แต่ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่หนูดีจะเขียนต่อไปนี้ นำไปใช้ได้สำหรับทุกๆ การเขียนในชีวิตเลย โดยไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องอยากสมัครเข้ามหาวิทยาลัยท็อปเทนของโลก เพราะจริงๆ แล้ว มันก็คือโครงสร้างการเขียนที่มาจากการคิดที่มีระบบและอ่านง่าย เข้าใจง่าย ในเนื้อหาที่ลึกซึ้ง หรือลุ่มลึกเท่านั้นเอง บทความแทบทุกบทที่หนูดีเคยเขียนมาในโพสต์ ทูเดย์ ก็ได้โครงสร้างมาจาก Statement of Purpose นั่นเองค่ะ แหะ แหะ เขียนมาเป็นปีๆ หนูดีก็เพิ่งมาเผยความลับวันนี้เอง
ตอนแรกที่ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกานั้น หนูดีงงมากเลย เพราะก่อนหน้านั้นหนูดีอยู่ในระบบการศึกษาไทยมาตลอด ถึงแม้เป็นลูกครึ่งอเมริกัน แต่จริงๆ แล้วหนูดีนับตัวเองเป็นคนไทย คิดแบบไทยๆ 100% พอต้องไปเข้าเรียนแบบฝรั่งจริงๆ ก็งง และเสียศูนย์ไปพักหนึ่ง โดยเฉพาะการเขียน “เอสเส” ภาษาอังกฤษ ที่ทำไมต้องมีโครงสร้างอะไรชัดเจนขนาดนั้น มีข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และขั้นตอนการร้อยเรียงภาษาที่ “เป๊ะๆ” มาก
คือหนูดีรู้สึกว่า การเขียนเรียงความ หรือเขียนอะไรก็ตาม มันไม่ใช่ร้อยกรอง ดังนั้นมันไม่ควรมีโครงสร้างอะไรมาจำกัดความคิดเรามากมาย ทำให้สมองตัน คิดสร้างสรรค์ไม่ออก แต่ตอนนั้นจะทำอย่างไรได้ หนูดีก็ถูกสอนให้เขียนในรูปแบบเฉพาะ
ยิ่งเราเป็นคนไทย ภาษาเราสละสลวยและพลิ้วมากๆ หนูดีเลยจะติดนิสัยชอบเขียนภาษายืดๆ ย้วยๆ แบบที่ฝรั่งเรียก Runon sentences นั่นล่ะค่ะ คือ เขาอ่านเท่าไรประโยคมันก็ไม่จบสักที
แต่พอต้องมาเขียนงานส่งเป็นภาษาอังกฤษ โอ้โห โดนหั่นเสียสั้นจุ๊ดจู๋เลย อะไรที่เราเขียนไปพลิ้วๆ แทบไม่เหลือเลย โดนครูฝรั่งหั่นให้เป็นประโยคสั้นๆ กระชับๆ ตอนแรกก็อย่างที่บอกค่ะ หนูดีต่อต้านสุดๆ ไม่ชอบวิธีเขียนแบบอเมริกันเลย อะไรจะบังคับจิตใจกันขนาด แต่พอลองเขียนไปสักพัก กลับติดใจและชอบมากๆ เพราะว่าโครงสร้างส่วนใหญ่จะชัดเจนและเรียบง่ายมากๆ ดังนี้ค่ะ
คือไม่ว่าจะมีกี่ย่อหน้า แต่ทุกย่อหน้าจะต้องมีความหมายต่อการนำเสนอเนื้อหาของเราอย่างหนักแน่น คือ ประเด็นที่ 1 (ตามด้วยข้อมูลสนับสนุนประเด็นที่ 1) ต่อด้วยประเด็นที่ 2 (และตามด้วยข้อมูลสนับสนุนประเด็นที่ 2) เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทุกประเด็น ทุกอย่างจะต้องมีการอธิบายและพิสูจน์ให้เห็นๆ ด้วยการ Show not tell หรือแสดงให้เห็น ไม่ใช่บอกเอาเปล่าๆ เหมือนจะให้คนอ่านเชื่อง่ายๆ
และที่สำคัญก็คือ จะต้องมีการ “เริ่มต้นและสรุปอย่างเป็นทางการ” นั่นก็คือ ในย่อหน้าแรกจะต้องแนะนำตัวเรื่องว่า วันนี้เราจะมาพูดเรื่องอะไร และในย่อหน้าสุดท้าย คุณต้องกลับมาพูดและสรุปในสิ่งที่คุณเกริ่นไว้ในย่อหน้าแรกเสมอ สิ่งนี้ครูฝรั่งของหนูดีเรียกว่า “Tie the story together” หรือผูกมันเข้าด้วยกัน
หลักการจริงๆ มีไม่มากเลย ส่วนที่เราโดนสอนมาจากเมืองไทยว่า ให้มีย่อหน้า 1 - แนะนำ เกริ่น ย่อหน้า 2 - เข้าสู่เนื้อหา ประเด็น และย่อหน้า 3 - สรุป นั้นก็เป็นโครงสร้างที่นำมาใช้ร่วมกันได้ค่ะ แต่ว่า ฝรั่งจะชอบให้หั่นเนื้อหาออกเป็นหลายๆ ย่อหน้ามากกว่า
อีกสิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าเขาจะมี Prompt หรือ “คำถาม” อะไรมา เราจะต้องอ่านประเด็นคำถามให้แตก และตอบให้ตรงกับที่เขาถามมาเป๊ะ ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่านั้น เพราะฝรั่งถือมากๆ ค่ะ หากถามมา A แล้ว เราตอบไป B C D แต่ไม่ให้ A ที่เขาขอมาสักที ต่อให้ภาษาเราดีแค่ไหน เราก็จะไม่ผ่านและไม่ชนะใจกรรมการ และอย่าใส่มุขตลกเข้าไปกะหวังคะแนนพิเศษ เสี่ยงมากค่ะ อันนี้จะแนะนำต่อๆ กันมาว่า ถ้าไม่เทพจริง ห้ามหยอดมุขตลก เพราะแป้กและเข้าไม่ได้มาเยอะแล้ว
ที่สำคัญเราควรมี “พิมพ์เขียว” ทุกครั้ง ที่คิดจะเขียนบทความ สำหรับหนูดีมันจะมีหน้าตาเหมือนแผนที่เลยค่ะ คือ มีประเด็นที่ 1 ในวงกลม มีลูกศรโยงไปที่ “ข้อมูลสนับสนุนประเด็นที่ 1” จะเป็นเนื้อหา เป็นงานวิจัย เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง หรืออะไรก็ได้ มีภาพวาดประกอบให้เราจำได้ มีสีสันหลายๆ สี สำหรับแต่ละประเด็นโยงกันไปโยงกันมาเป็นใยแมงมุมเลยค่ะ พอลงมือเขียนจะได้ไม่งงและหลงประเด็น หรือลืมประเด็น เพราะเราต้องการให้มันออกมา “เพอร์เฟกต์” ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะใน “จดหมายแนะนำตัว” เวลาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยท็อปเทนนั้น เรามักมีแค่ 1,200 คำเท่านั้น
ที่สำคัญคณะกรรมการต้องการเห็นเนื้อหาที่ “มีความหมายต่อคุณอย่างแท้จริง” ไม่ใช่เรื่องที่ฟังดูดี ดูเก๋แต่อย่างเดียว หนูดีเคยได้อ่าน “จดหมายแนะนำตัว” ของผู้ชายคนหนึ่ง ที่สอบผ่านเข้ามาเรียน Harvard Law School ได้ ด้วยการเล่าเรื่องที่เขาต้องกลายเป็น Homeless 1 ปี ในตอนเรียนปี 3 เพราะว่าแม่เขาล้มละลายและโดนยึดบ้าน เขาต้องอาศัยนอนในห้องสมุดมหาวิทยาลัยบ้าง ข้างถนนบ้าง เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ทำให้เกรดเขาตกไป 1 ปี แต่ในที่สุดเขาก็เรียนจบได้ และเกิดความมุมานะว่า จะเป็นทนายความเพื่อว่าความในทางแพ่ง เพื่อช่วยให้คนอื่นๆ ไม่โดนฟ้องล้มละลายแบบโดนเอาเปรียบเหมือนครอบครัวเขา เชื่อไหมคะ หนูดีอ่านไปร้องไห้ไป ด้วยวิธีเขียนของเขาที่มันทั้งจริง จริงใจ และกินใจ คิดกับตัวเองเลยว่า ถ้าคนนี้ไม่ได้เข้า Harvard ละก็ แปลว่าคณะกรรมการไม่มีหัวใจแล้ว ปรากฏว่าเขาเข้าได้แบบชิลชิล แม้เกรดเขาจะดิปลงไปไม่ถึง 2.5 ในปี 3 ของปริญญาตรี มาถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า “จดหมายแนะนำตัว” เป็นพื้นที่ที่ดีมาก หากคุณต้องการอธิบายตัวเองในกรณีแบบนี้
การเขียน คือ การจัดระบบความคิดค่ะ ยิ่งคุณเขียนได้เป็นระบบเท่าไร ก็ยิ่งโชว์ว่าความคิดคุณมีระบบเท่านั้น ตรงนี้ต้องบอกว่า ถึงสอบเข้าไม่ได้ แต่คุณก็จะได้การเขียนดีๆ เก่งๆ ไปเป็นรางวัลให้ตัวเอง
และสัปดาห์นี้ ใครที่อยากรู้จักการ “รำมวยเต้าเต๋อซิ่นซี” หรือ “มวยเต้าซิ่นดีทอกซ์” หนูดีจะไปสอน “วีเจจ๋า ณัฐฐาวีรนุช” ในรายการ Livebrary ทางช่อง Channel V วันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย.นี้ค่ะ ลองดูได้นะคะ พวกเราสนุกกันมาก ส่วนใครอยากไปเรียนเอง ก็มีคอร์สที่บ่อพลอยวันที่ 13-19 เม.ย.นี้ ดูข้อมูลได้ที่ www.daodexinxi.org ค่ะ







