‘น้ำมันปลา’ โอเมก้า 3 ดีต่อใจและอะไรอีกบ้าง

วันที่ 27 เม.ย. 2563 เวลา 07:50 น.
‘น้ำมันปลา’ โอเมก้า 3 ดีต่อใจและอะไรอีกบ้าง
ประโยชน์ของน้ำมันปลา คุณค่าต่อสุขภาพที่ทุกคนต่างก็คู่ควร

น้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย และเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งน้ำมันปลาเป็นไขมันหรือน้ำมันที่สกัดได้จากส่วนต่างๆ ของปลา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ หนัง หรือหางของปลา พบได้มากในปลาทะเลหรืออาหารทะเล หรือได้จากการรับประทานปลาทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาทู ปลาอินทรี  ขณะเดียวกันก็พบได้ในปลาน้ำจืด อย่างปลาดุก ปลาช่อน และปลาสวาย แต่อาจมีปริมาณโอเมก้า 3 ที่ต่ำกว่า อีกทั้งชนิดของเนื้อปลาจะมีปริมาณไขมันดีเอชเอและอีพีเอแตกต่างกันไป

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

ส่วนประกอบหลัก คือโอเมก้า 3 ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ที่สามารถแบ่งออกได้เป็นดีเอชเอ (Docosahexaenoic acid) และอีพีเอ (Eicosapentaenoic acid) กรดไขมันทั้งสองชนิดนี้มีส่วนช่วยต้านการอักเสบ ลดระดับไขมันที่เป็นอันตราย เพิ่มไขมันดีในเลือด อาจช่วยเสริมสร้างเซลล์สมองและดวงตา จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

ป้องกันโรคหัวใจ จากงานวิจัยพบว่า การรับประทานน้ำมันปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นานติดต่อกัน 6 เดือน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอย่างโรคหัวใจขาดเลือด อีกทั้งในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจสูงเสียชีวิตลดลง และยังพบว่าในผู้ที่มีระดับโอเมก้า 3 ชนิดอีพีเอในเลือดสูงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายน้อยกว่าอีกด้วย ยังมีอีกการศึกษา ที่พบว่าการรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) 

สำหรับอาหารเสริมน้ำมันปลาบางยี่ห้อ จะมีส่วนผสมที่อาจช่วยเสริมสรรพคุณในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจของน้ำมันปลาได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น มีการเพิ่ม วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากการอักเสบที่มีสาเหตุจากสารอนุมูลอิสระ  ซึ่วการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภควิตามินอีเป็นประจำทุกวันอาจช่วยลดการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ หรือเติมสารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ซึ่งมีสรรพคุณต้านการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดหัวใจและช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ แอสตาแซนธินยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงได้เช่นกัน แต่สรรพคุณเหล่านี้ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้น การได้รับน้ำมันปลาร่วมกับวิตามินอีและสารแอสตาแซนธินเป็นประจำจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้เพิ่มมากขึ้น

ลดไขมันเลว เพิ่มไขมันดี หากระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL สูงขึ้น ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เป็นอันตราย อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันว่า น้ำมันปลาที่มีกรดไขมันดีเอชเอและอีพีเอมีสรรพคุณในการลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ และอาจช่วยเพิ่มระดับไขมันดี ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยปกป้องกันร่างกายจากโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง แต่ในขณะเดียวกันการบริโภคน้ำมันปลาอาจส่งผลให้ระดับไขมันชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้นได้ด้วย ผู้ป่วยไขมันสูงหรือมีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ลดปริมาณไขมันในโรคไขมันพอกตับ ตับเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่ไขมันอาจเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อจนทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับขึ้น ภาวะนี้อาจทำให้เนื้อเยื่อภายในตับเกิดการอักเสบ และหากมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ก็อาจนำไปสู่โรคตับแข็งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งมีการพบว่า น้ำมันปลาอาจช่วยลดการอักเสบ ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น และอาจลดระดับของไขมันที่เข้าไปสะสมภายในตับของผู้ป่วยไขมันพอกตับได้อีกด้วย 

ช่วยบำรุงสมอง สมองของมนุษย์ประกอบด้วยไขมันประมาณร้อยละ 60 และในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันที่หลายคนคุ้นหู คือกรดไขมันโอเมก้า 3 จากหลายการศึกษาพบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 จำเป็นต่อการทำงานของสมองไม่ว่าจะคนในช่วงวัยใดก็ตาม โดยกรดไขมันชนิดนี้มีช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง หากได้รับอย่างเพียงพออาจช่วยชะลอความจำเสื่อม นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากรดไขมันชนิดนี้อาจช่วยบรรเทาความผิดปกติจิตและทางอารมณ์ อย่างภาวะภาวะซึมเศร้า และโรคจิตบางชนิดได้ด้วย

ประโยชน์ด้านอื่นๆ น้ำมันปลายังอาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่นๆ เช่น ปกป้องจอประสาทตาจากความเสื่อม บำรุงผิวและลดการอักเสบของผิว และบรรเทาการอักเสบจากโรครูมาตอยด์ เป็นต้น ทั้งนี้ สรรพคุณในบางด้านของน้ำมันปลาอาจยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด จึงควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพในป้องกันและบรรเทาอาการจากโรค อีกทั้งความปลอดภัยในการใช้ในระยะยาว 

รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรให้ปลอดภัย?

คนทั่วไปควรรับประทานปลาประมาณ 1-2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจได้รับสารพิษปนเปื้อนอย่างสารปรอทจากปลาบางชนิด แต่น้ำมันปลาในรูปแบบอาหารเสริมนั้นทำให้หมดห่วงในเรื่องนี้ได้ ในกรณีต้องการรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรรับประทานในปริมาณที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ เนื่องจากหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้น้อยมากและค่อนข้างปลอดภัย แต่บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลว หรือแสบร้อนกลางอกได้ และหากรับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่าย นอกจากนี้ ยังควรเลือกซื้อน้ำมันปลาและรับประทานอย่างเหมาะสม เช่น

  • แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการใช้ยาอาหารเสริม หรือสมุนไพร
  • เลือกน้ำมันปลาที่มีดีเอชเอและอีพีเอรวมกันราว 200-500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หากใช้น้ำมันปลาเป็นการรักษาเสริม หรือใช้ในการบำรุงครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสมก่อนเสมอ
  • พิจารณาเลือกซื้อน้ำมันปลาที่มีสารอาหารอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะสารอาหารที่อาจช่วยเสริมสุขภาพหรือบรรเทาอาการของโรคได้
  • ควรเลือกน้ำมันปลาที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกที่มีคุณภาพ
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือและมีเภสัชกรให้คำแนะนำ

บทความแนะนำ