โดรนทะเลโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เสี่ยงความขัดแย้งตะวันออกกลางลุกลาม
การใช้ “โดรนผิวน้ำติดระเบิด” โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่างน้อย 2 ครั้ง คล้ายการโจมตีเรือพาณิชย์ของไทย สะท้อนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ต่อเส้นทางเดินเรือ ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน
สถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลในตะวันออกกลางกำลังเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ หลังมีรายงานการใช้ “โดรนผิวน้ำติดวัตถุระเบิด” (Unmanned Surface Vessel: USV) โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 2 ครั้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น
หน่วยงานด้านการเดินเรือและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า เทคโนโลยีโดรนทะเลกำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ต่อหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลก
โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันครั้งแรก เสียชีวิต 1 ราย
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันดิบ MKD VYOM ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน ห่างจากชายฝั่งประมาณ 44 ไมล์ทะเล ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย
หน่วยงาน United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ของสหราชอาณาจักรเปิดเผยในคำเตือนสาธารณะว่า วัตถุที่พุ่งชนเรือลำดังกล่าวเป็นโดรนผิวน้ำไร้คนขับ ซึ่งพุ่งชนบริเวณเหนือระดับผิวน้ำของเรือ ก่อนเกิดระเบิดและไฟไหม้ในห้องเครื่องยนต์
เหตุโจมตีครั้งที่สองใกล้อิรัก
ไม่กี่วันต่อมา เกิดเหตุคล้ายกันกับเรือบรรทุกน้ำมันดิบ Sonangol Namibe ที่จอดทอดสมอใกล้ท่าเรือ Khor al Zubair ของอิรัก
บริษัท Sonangol Marine Services ซึ่งเป็นตัวแทนของเรือลำดังกล่าว ระบุว่าลูกเรือทั้ง 23 คนปลอดภัย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของวัตถุที่พุ่งชนเรือได้ เนื่องจากการสอบสวนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ภาพวิดีโอเหตุการณ์ที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นวัตถุคล้ายเรือสปีดโบ๊ตขนาดเล็กแล่นเข้าชนด้านข้างของเรือ ก่อนเกิดระเบิดและควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลในสหราชอาณาจักร 2 ราย ได้แก่ ซิดฮาร์ธ เคาชาล นักวิจัยจากสถาบัน RUSI และ โรเบิร์ต ปีเตอร์ส จากบริษัท Ambrey ประเมินจากภาพว่า วัตถุดังกล่าวมีลักษณะเป็นโดรนทะเลที่ถูกออกแบบให้ระเบิดทันทีเมื่อพุ่งชนเป้าหมาย
สงสัยอิหร่านอยู่เบื้องหลัง
โรเบิร์ต ปีเตอร์ส ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อิหร่านจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือ Sonangol Namibe เนื่องจากอิหร่านเคยแสดงขีดความสามารถด้านโดรนทะเลในงานแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหารหลายครั้ง
เขายังชี้ถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ จนเกิดเพลิงไหม้ โดยสำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่าการโจมตีดังกล่าวใช้ “ขีปนาวุธ”
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Reuters ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีทั้งสองครั้งได้ ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กยังไม่ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที
อาวุธใหม่ที่อาจเปลี่ยนสมรภูมิทางทะเล
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าโดรนทะเลอาจเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากสามารถบรรทุกวัตถุระเบิดได้มากกว่าโดรนทางอากาศ และอาจมีพลังทำลายใกล้เคียงขีปนาวุธบางประเภท
นอกจากนี้ การโจมตีบริเวณสำคัญของเรือ เช่น ห้องเครื่องหรือระบบขับเคลื่อน อาจทำให้เรือสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนที่ทันที
“หากเรือถูกทำให้หยุดนิ่ง ก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่เปราะบางอย่างยิ่งสำหรับการโจมตีซ้ำ” ปีเตอร์สกล่าว
เสี่ยงกระทบตลาดพลังงานโลก
ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับคำเตือนจากอิหร่านว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก เริ่มชะลอตัวลงอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อวันพุธ มีเรืออย่างน้อย 3 ลำ ถูกโจมตีในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุว่าได้ยิงใส่เรือที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของตน
หนึ่งในนั้นคือ เรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติไทย รวมทั้งเรือคอนเทนเนอร์สัญชาติญี่ปุ่น และเรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติหมู่เกาะมาร์แชลล์ ส่งผลให้จำนวนเรือพาณิชย์ที่ถูกโจมตีนับตั้งแต่เริ่มสงครามเพิ่มเป็น 14 ลำ


