
แอลจีชู AI-Subscription ลุยครึ่งปีหลัง หนุนเป้า 8,000 ล้านบาท
แอลจีเปิดอินไซต์ผู้บริโภคไทย เดินหน้ากลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2569 ชู AI และ Subscription ตั้งเป้ารายได้รวม 8,000 ล้านบาท พร้อมขยายตลาดต่อเนื่อง สู่ปีที่ 38
KEY
POINTS
- แอลจี (ประเทศไทย) ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท โดยผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตตามเป้า
- กลยุทธ์หลักในช่วงครึ่งปีหลังจะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรม AI ในเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อทำให้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคง่ายขึ้น
- ชูโมเดลธุรกิจแบบ Subscription ที่เติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้น
บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด อัปเดตผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 พร้อมทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง ในแนวคิด "LG Make It Yours. Make It Easy. ให้ทุกวันง่ายขึ้น เพื่อให้คุณได้เป็นตัวเองมากขึ้น"
เป้ารายได้ 8,000 ล้านบาท ท่ามกลางตลาดที่ขยายตัว 27%
นายซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรก แอลจีมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจผ่านการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ B2B ที่ขยายตัว 12% โดยเฉพาะระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (HVAC) และจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ (Information Display)
ควบคู่กับความสำเร็จของโมเดล LG Subscription ที่มียอดผู้ใช้บริการเติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
"การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพดังกล่าวถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราพร้อมเดินหน้าขยายการเติบโตสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง" นายซองฮันกล่าว พร้อมระบุว่าปีนี้แอลจีในไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 38
ด้านนายอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า รายได้ของแอลจีในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณเกือบ 10% ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
โดยตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีที่ 8,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ในไทยครึ่งปีแรกเติบโตราว 27% จากมูลค่าตลาดรวมปีก่อนที่ 75,000 ล้านบาท และคาดว่าจะแตะ 80,000 ล้านบาทในปีนี้
หากแบ่งตามประเภทสินค้า ตลาดเครื่องปรับอากาศมีมูลค่าใหญ่ที่สุดที่ 24,000 ล้านบาท ตามด้วยทีวี 19,000 ล้านบาท ตู้เย็น 16,200 ล้านบาท และเครื่องซักผ้า 15,800 ล้านบาท
เครื่องลดความชื้นพระเอกตัวใหม่ เครื่องซักผ้าครองแชมป์ 28 ปีซ้อน
นายอำนาจกล่าวว่า แอลจีครองความเป็นผู้นำตลาดเครื่องซักผ้าต่อเนื่องถึง 28 ปีซ้อน แต่กลุ่มสินค้าที่เติบโตพุ่งแรงที่สุดในปีนี้คือ เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) ที่เติบโตถึง 30% และครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในเซกเมนต์นี้
เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มรู้จักประโยชน์มากขึ้น ทั้งการลดความชื้นในห้อง ช่วยตากผ้าในร่ม และถนอมรองเท้า
นอกจากนี้กลุ่มเครื่องเย็น (เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) ยังเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit) จากสภาพอากาศที่ร้อนยาวนานกว่าปกติ ขณะที่สินค้าพรีเมียมอย่าง OLED TV เติบโตถึง 30% และพุ่งไปเกือบ 40% ในช่วงเทศกาลบอลโลก
กลยุทธ์ 3 เสาหลัก: Easy to Own - Easy to Live - Easy to Trust
นายอำนาจเผยข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นที่มาของกลยุทธ์ครึ่งปีหลังผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่
Easy to Own เมื่อช่องทางการซื้อขายไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป ผู้บริโภคไทยตัดสินใจซื้อผ่านการผสมผสานหลากหลายช่องทาง (Omnichannel Behavior)
แอลจีขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายกว่า 950 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับการยกระดับ LG.com ให้เป็นแพลตฟอร์มไร้รอยต่อ (Seamless Platform) สำหรับช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภคพร้อมขยายไลน์อัปสินค้าในระบบ LG Subscribe เพื่อทลายข้อจำกัดทางการเงินของผู้บริโภครุ่นใหม่
Easy to Live ผู้บริโภคไทยเปลี่ยนเกณฑ์การเลือกซื้อจาก "ฟังก์ชันการใช้งาน" ไปสู่ "การประหยัดเวลาและบริหารจัดการชีวิต" ทำให้สินค้ากลุ่มพรีเมียมเติบโตสูงถึง 30% ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
แอลจีจึงผลักดันนวัตกรรม AI in Action ที่คิดล่วงหน้าและปรับตัวตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ผ่านแนวคิด The New Everyday K-Lifestyle และแอปพลิเคชัน LG ThinQ ที่มียอดผู้ใช้งานจริง (Active User) กว่า 1 ล้านคน
Easy to Trust ความมั่นใจในบริการหลังการขายมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูงไม่น้อยกว่าฟังก์ชันของตัวผลิตภัณฑ์ แอลจีจึงประกาศมาตรฐานใหม่ "LG Best Care"
อัปสกิลทีมช่างให้เป็นมืออาชีพ พร้อมขยายเวลาให้บริการถึงบ้านลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจนถึง 21.00 น. (วันจันทร์-ศุกร์) ควบคู่กับเทคโนโลยี Smart Diagnosis ที่ช่วยวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นผ่านแอปฯ และสิทธิประโยชน์ Worry-Free Maintenance สำหรับลูกค้าระบบ Subscription
Subscription โตทะลุเป้า เครื่องซักผ้าครองแชมป์สินค้ายอดนิยม
นายอำนาจเสริมว่า ตลาด Subscription ของแอลจีเติบโตขึ้นกว่า 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 40,000 ราย และตั้งเป้าให้ถึง 50,000 ราย ภายในปีนี้
โดยสินค้าที่คนนิยมทำ Subscription มากที่สุดอันดับ 1 คือเครื่องซักผ้า และอันดับ 2 คือเครื่องปรับอากาศ "กลยุทธ์นี้ช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้น
ด้วยค่าบริการรายเดือนที่ไม่สูง พร้อมบริการหลังการขายแบบครบวงจร เช่น ล้างแอร์ฟรีปีละ 2 ครั้ง" นายอำนาจกล่าว
ยังไม่มีแผนไม่ขึ้นราคา แม้ต้นทุนชิปพุ่ง
ต่อคำถามเรื่องราคาชิปประมวลผลในตลาดโลกที่สูงขึ้น นายอำนาจระบุว่า แม้ชิปจะมีผลต่อสินค้าไฟฟ้าทุกชิ้น โดยเฉพาะรุ่นที่มีระบบ AI
แต่แอลจีมีการทำพยากรณ์ความต้องการ (Forecasting) ล่วงหน้าเป็นปี ทำให้สามารถควบคุมซัพพลายและราคาได้ดี
ส่งผลให้วิกฤตชิปในปีนี้ไม่กระทบต่อบริษัท และแอลจียังไม่มีนโยบายประกาศขึ้นราคาสินค้าใดๆ ตลอดทั้งปี เพื่อให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม
เดินหน้า AI เต็มสูบ ตอกย้ำแบรนด์เกาหลีที่เชื่อถือได้
สำหรับทิศทางครึ่งปีหลังและปีต่อๆ ไป นายอำนาจกล่าวว่า แอลจีจะเน้นเทคโนโลยี AI ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสินค้ากว่า 50% แล้ว โดย AI ไม่ได้ช่วยแค่ให้สินค้าฉลาดขึ้น แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดพลังงาน
เช่น ตู้เย็นที่ปรับการใช้ไฟตามพฤติกรรมผู้ใช้ นอกจากนี้แอลจียังจะตอกย้ำความเป็นแบรนด์เกาหลี (Korean Brand) ที่โดดเด่นทั้งเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายใหม่ที่เข้ามาในตลาด
ยั่งยืนควบคู่การเติบโต ฉลอง 38 ปีในไทย
แอลจียังตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainability Standards) ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) และนวัตกรรม Universal Design อย่าง LG Comfort Kit
ซึ่งได้รับการรับรองจาก S&P Global Top 1% และ SBTi (Science Based Targets initiative)
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 แอลจีเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 38 ปีในประเทศไทย ด้วยโปรโมชั่นใหญ่ตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน
นายอำนาจกล่าวทิ้งท้ายว่า "จากข้อมูลเชิงลึกที่เราเห็นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้เราเชื่อมั่นว่าทิศทางธุรกิจที่วางไว้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคไทย
ทั้งในเรื่องการเข้าถึง การใช้งาน และความไว้วางใจ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการรวมของแอลจี ประเทศไทย ในปี 2569 ให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง"







