posttoday
เงิน 8.6 แสนเขย่า กกต. จากเส้นทางการเงินสู่คำถามใหญ่เรื่องสำนวนเลือกตั้ง

เงิน 8.6 แสนเขย่า กกต. จากเส้นทางการเงินสู่คำถามใหญ่เรื่องสำนวนเลือกตั้ง

14 สิงหาคม 2569

เงิน 860,000 บาทที่ไหลเข้าบัญชีพนักงานสอบสวน กกต. ไม่ได้ตั้งคำถามแค่ที่มาของเงิน แต่กำลังขยายไปถึงความน่าเชื่อถือของสำนวนและกลไกตรวจสอบภายในองค์กร

KEY

POINTS

  • พนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต. ถูกตรวจสอบหลังพบว่ามีเงิน 860,000 บาทโอนเข้าบัญชีในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. และการพิจารณาสำนวนคดีเลือกตั้ง สส.
  • เส้นทางการเงินมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองใน จ.อำนาจเจริญ โดยผู้โอนเป็นบุคคลใกล้ชิดกับ สส. ที่พนักงานคนดังกล่าวกำลังรับผิดชอบสำนวนคดีอยู่ ก่อนที่ กกต. จะมีมติยกคำร้องในภายหลัง
  • กรณีดังกล่าวสร้างข้อกังขาต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. ทั้งในประเด็นอิทธิพลของเงินต่อการทำสำนวนคดี และความล่าช้าในการตรวจสอบภายในองค์กรซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ปี

เส้นทางการเงิน 860,000 บาท อาจเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งในบัญชีธนาคาร แต่เมื่อผู้รับเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และช่วงเวลาการโอนคาบเกี่ยวกับภารกิจทางการเมืองสำคัญ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “เงินมาจากไหน” หากขยายไปถึงว่า เงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อะไร เชื่อมโยงกับสำนวนเลือกตั้งใดหรือไม่ และเหตุใดองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตของการเลือกตั้งจึงยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้


ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีพนักงานรายนี้รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 860,000 บาท โดยยอดสูงสุด 520,000 บาท เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

 

กกต. ชี้แจงว่า ในเวลานั้นพนักงานคนดังกล่าวไม่ได้รับผิดชอบคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. แต่ทำหน้าที่ไต่สวนสำนวนการเลือกตั้ง สส. อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงนี้ยังไม่ปิดข้อสงสัย เพราะคำถามสำคัญที่สุดยังไม่มีคำตอบว่า เงิน 860,000 บาทนั้นเป็นเงินค่าอะไร และเหตุใดจึงถูกโอนเข้าบัญชีเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสอบสวนคดีเลือกตั้ง

 

ยิ่งเมื่อกระบวนการตรวจสอบทางวินัยลากยาวมากกว่า 2 ปี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปลายปี 2569 แต่เรื่องยังอยู่เพียงขั้นเสนอความเห็นต่ออนุกรรมการ ความล่าช้าจึงกลายเป็นอีกประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของ กกต. โดยตรง

เงิน 8.6 แสนเขย่า กกต. จากเส้นทางการเงินสู่คำถามใหญ่เรื่องสำนวนเลือกตั้ง

 

จาก “เงิน 8.6 แสน” สู่สำนวนเลือกตั้งอำนาจเจริญ

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงความผิดปกติของเส้นทางการเงิน แต่ยังมีจุดเชื่อมโยงกับสำนวนเลือกตั้ง สส. จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1

 

ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยระบุว่า ผู้โอนเงินคือ ญาณี สีฟ้า สจ. ในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งมีภาพปรากฏต่อสาธารณะว่าเคลื่อนไหวและทำงานใกล้ชิดกับสุขสมรวย ซึ่งเป็น สส. อำนาจเจริญ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่กล่าวถึง

 

ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนที่รับเงินอยู่ในสายงานที่รับผิดชอบสำนวนการเลือกตั้ง สส. จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสุขสมรวย ก่อนที่ กกต. จะมีมติยกคำร้องในเดือนพฤษภาคม 2567

 

จุดนี้ทำให้คำถามทางการเมืองรุนแรงขึ้นทันที เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนกับนักการเมือง แต่ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า ผู้รับเงินมีบทบาทอย่างไรในสำนวนดังกล่าว ให้ความเห็นในขั้นตอนไหน และการโอนเงินมีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่หรือไม่

 

ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อสงสัยที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเงินดังกล่าวมีผลต่อการวินิจฉัยคดี แต่การปล่อยให้คำถามค้างอยู่โดยไม่มีคำอธิบาย ยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความสงสัยขยายใหญ่ขึ้น

 

จุดอ่อนสำคัญอาจอยู่ที่ “คนทำสำนวน”

 

ข้อมูลจาก พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งและอดีตอนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. ชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า จุดเสี่ยงของระบบอาจไม่ได้อยู่เฉพาะระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่อยู่ตั้งแต่ขั้น “รวบรวมข้อเท็จจริง”

 

พ.ต.อ.มนัส อธิบายพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่บางประเภทด้วยคำว่า “นักบิน” หมายถึงคนส่วนกลางที่ชอบลงพื้นที่ด้วยตนเอง พบผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และคู่กรณีโดยตรง มากกว่าการใช้เจ้าหน้าที่ในจังหวัดดำเนินการตามปกติ

 

ในทางหนึ่ง การลงพื้นที่เองอาจถูกอธิบายว่าเป็นความคล่องตัวในการสอบสวน แต่ในอีกทางหนึ่ง การเข้าถึงคู่กรณีโดยตรงก็เปิดช่องให้เกิดความใกล้ชิด การประสานงานนอกรอบ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน หากไม่มีระบบกำกับตรวจสอบที่รัดกุมเพียงพอ

 

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่อำนาจของผู้ทำสำนวน เพราะแม้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจะไม่ได้เป็นผู้ลงมติชี้ขาด แต่มีอำนาจเลือกว่าจะสอบพยานใด เพิ่มหลักฐานอะไร หรือชี้ให้เห็น “ช่องโหว่” ตรงจุดไหน

 

พ.ต.อ.มนัส ยกตัวอย่างว่า ในคดีซื้อเสียง เจ้าหน้าที่อาจเสนอให้ตรวจหาลายนิ้วมือหรือดีเอ็นเอบนธนบัตร แม้ในทางปฏิบัติเงินดังกล่าวอาจถูกส่งเข้าระบบไปแล้ว หากหลักฐานที่ถูกเรียกร้องไม่สามารถจัดหาได้ ก็อาจกลายเป็นเหตุให้สำนวนถูกมองว่ามีข้อสงสัย และท้ายที่สุดนำไปสู่การยกคำร้อง

 

นี่คือจุดที่ทำให้คดีเงิน 860,000 บาทมีความหมายมากกว่าการตรวจสอบบัญชีธนาคาร เพราะหากผู้รับเงินสามารถมีอิทธิพลต่อทิศทางการรวบรวมพยานหลักฐานได้ แม้ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินคดี การตรวจสอบย่อมต้องย้อนกลับไปดูทุกขั้นตอนของสำนวนที่เกี่ยวข้อง

 

“ไม่ทำคดี สว.” อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

กกต. พยายามแยกประเด็นด้วยการระบุว่า ในช่วงเวลาที่เกิดการโอนเงิน เจ้าหน้าที่รายนี้รับผิดชอบสำนวน สส. ไม่ใช่ สว.

 

แต่ทั้งพริษฐ์และ พ.ต.อ.มนัส ตั้งข้อสังเกตในทิศทางเดียวกันว่า การไม่มีชื่ออยู่ในคำสั่งรับผิดชอบคดี สว. ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเกี่ยวข้องในทางอื่นโดยอัตโนมัติ

 

โดยเฉพาะเมื่อการโอนเกิดขึ้นช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 และยอดใหญ่ 520,000 บาทเกิดขึ้นวันที่ 1 มิถุนายน ก่อนกระบวนการเลือก สว. ระดับอำเภอเพียงไม่กี่วัน ความคาบเกี่ยวของเวลาอย่างน้อยทำให้สมควรมีคำอธิบายที่ละเอียดกว่าการระบุเพียงขอบเขตหน้าที่ตามคำสั่ง

 

ข้อสังเกตอีกด้านคือ เจ้าหน้าที่ที่มีเครือข่ายกว้างขวางและรู้จักนักการเมืองจำนวนมาก อาจมีบทบาทในการประสานหรืออำนวยความสะดวกโดยไม่ต้องปรากฏชื่อในเอกสารแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ประเด็นนี้ยังต้องอาศัยพยานหลักฐานพิสูจน์ แต่เป็นเหตุผลเพียงพอที่ กกต. ควรตรวจสอบให้ถึงที่สุด

 

 

เงิน 8.6 แสนเขย่า กกต. จากเส้นทางการเงินสู่คำถามใหญ่เรื่องสำนวนเลือกตั้ง

ปลดออกแล้ว แต่คำถามยังไม่จบ

 

พนักงานรายดังกล่าวคือสุรชัย หรือ “โอ๋” ซึ่งปัจจุบันถูกลงโทษปลดออกจากสำนักงาน กกต. แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม การปลดออกไม่ได้เกิดจากกรณีเงิน 860,000 บาท แต่เป็นความผิดอีกกรณีหนึ่งที่จังหวัดตาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องเรียกรับเงินจากการสอบสวนการเลือกตั้ง

 

ข้อเท็จจริงส่วนนี้ยิ่งทำให้การตรวจสอบเงิน 860,000 บาทต้องเข้มข้นขึ้น เพราะหมายความว่า ผู้รับเงินเคยมีปัญหาทางวินัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกับการใช้อำนาจสอบสวนเพื่อผลประโยชน์

 

พ.ต.อ.มนัส ยังตั้งข้อสังเกตถึงระดับโทษว่า การ “ปลดออก” แตกต่างจาก “ไล่ออก” ในแง่สิทธิประโยชน์หลังพ้นจากงาน และมองว่าจึงควรอธิบายด้วยว่า เหตุใดกรณีที่เกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์จึงลงเอยด้วยโทษในระดับดังกล่าว

 

บททดสอบไม่ได้อยู่ที่ 860,000 บาท แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของ กกต.

 

สาระสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ว่าเงิน 860,000 บาท “มากหรือน้อย” แต่คือองค์กรตรวจสอบการเลือกตั้งจะสามารถตรวจสอบคนของตัวเองได้โปร่งใสเพียงใด

 

ข้อเสนอของพริษฐ์ที่ให้เปิดเผยผลการตรวจสอบในทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่จังหวัด ผู้ทำสำนวน ส่วนกลาง อนุกรรมการ ไปจนถึงผู้มีอำนาจวินิจฉัย จึงเป็นข้อเสนอที่พุ่งตรงไปยังหัวใจของปัญหา เพราะจะทำให้สังคมเห็นว่า ใครมีบทบาทอะไร และความเห็นในแต่ละขั้นตอนเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

ส่วนข้อเสนอของ พ.ต.อ.มนัส ที่ต้องการให้ส่งสำนวนคดี สว. ไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ก็สะท้อนความกังวลอีกด้านว่า หาก กกต. ตรวจสอบตัวเองเพียงภายใน อาจไม่เพียงพอที่จะฟื้นความเชื่อถือที่กำลังถูกตั้งคำถาม

 

ท้ายที่สุด เงิน 860,000 บาทอาจพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับสำนวนใด แต่สิ่งที่ กกต. หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตอบให้ครบว่า เงินมาจากไหน โอนเพื่ออะไร ผู้รับเงินทำหน้าที่ใด และเหตุใดการตรวจสอบจึงกินเวลายาวนาน

 

เพราะสำหรับองค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้ง “ความสงสัย” อาจยังไม่ใช่ความผิด แต่การปล่อยให้ความสงสัยดำรงอยู่โดยไม่มีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ย่อมมีต้นทุนสูงต่อความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรและระบบเลือกตั้งไม่ต่างกัน

แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

การเดินเรือยังตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ แข่งกันอ้างสิทธิ์คุมช่องแคบฮอร์มุซ

การเดินเรือยังตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ แข่งกันอ้างสิทธิ์คุมช่องแคบฮอร์มุซ