วิกฤตน้ำมันวนลูป กองทุนน้ำมันฯติดลบ ทางออก ประเทศไทย อยู่ตรงไหน
ศึกสหรัฐ–อิหร่านยืดเยื้อ เขย่าพลังงานไทย กองทุนน้ำมันฯติดลบ ถึงเวลาปรับโครงสร้าง ใช้พลังงานทางเลือกผลิตในประเทศ ก่อนไร้ทางออก ปล่อยราคาลอยตัว หวั่นดีเซลพุ่ง 50 บาท/ลิตร
สถานการณ์สู้รบระหว่าง สหรัฐ และ อิหร่าน มีท่าทียืดเยื้อเกิน 2 เดือน ราคาน้ำมันผันผวน เกินการคาดเดา กับน้ำมันสำรองที่อาจอยู่ได้อีกเพียง 100 วัน ขณะที่เงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มติดลบ ล่าสุด ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 ติดลบอยู่ที่ ติดลบ 786 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะติดลบลงอย่างต่อเนื่องเพราะต้องใช้เงินในการพยุงราคาน้ำมันเดือนละ 30,000 ล้านบาท
แม้ว่าก่อนหน้านี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เคยติดลบสูงสุดมาแล้ว แสนล้าน จนต้องออก พ.ร.ก.ค้ำประกันให้กองทุนน้ำมันฯกู้เงิน วงเงิน 150,000 ล้านบาท ในปี 2565 ทำให้ในปีนี้มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการใช้แนวคิดเดียวกันเพื่อกู้เงิน ซึ่งครม.ในชุดรักษาการยังไม่สามารถทำได้ ทำให้แนวคิดนี้ ตกไป
ขณะที่ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาให้เหตุผลว่า กองทุนยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพคล่องของตนเอง โดยปัจจุบันยังมีวงเงินที่สามารถกู้ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งการค้ำประกันจากรัฐบาลอยู่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท คาดว่าสามารถรองรับสถานการณ์ได้อีกระยะหนึ่ง
หากมีการดำเนินการให้รัฐบาลเข้าค้ำประกันเงินกู้ตามกฎหมาย วงเงินกู้ดังกล่าวจะต้องถูกนับเป็นหนี้สาธารณะทันที ดังนั้นในระยะนี้จึงยังคงใช้กลไกหลักผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการบริหารจัดการราคาพลังงาน แม้ว่ากองทุนจะมีภาระติดลบเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
คำถามคือ ภาวะวิกฤตพลังงาน ครั้งนี้ ไม่ใช่ ครั้งแรก และ ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันแพง รัฐจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบกับภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อันจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น
ราคาน้ำมันมาจากอะไรบ้าง
แต่หากมองลึกลงไปถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน จะพบว่า ประกอบไปด้วย
1.ต้นทุนเนื้อน้ำมัน 40 – 60% คือ ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย
2.ภาษีต่างๆ 30 – 40% ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาและภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และบำรุงท้องถิ่น โดยภาษีที่จัดเก็บ ได้แก่
- ภาษีสรรพสามิต : จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต นำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
- ภาษีเทศบาล : จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต มาตรา 150 และจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม : จัดเก็บ 7 % ของราคาขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดเก็บอีก 7% ของค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด
3.กองทุนต่างๆ 5 – 20% เช่น
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง : จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน : จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน
4.ค่าการตลาด 10 – 18% คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลังน้ำมัน การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ รวมถึงการให้บริการของสถานีบริการที่เติมน้ำมันแต่ละลิตรให้กับประชาชน
ต้นทุนเนื้อน้ำมันคือสิ่งที่ต้องแก้ไข ไม่ให้วิกฤตเกิดขึ้นซ้ำ ปัญหากองทุนน้ำมันฯวนลูปกลับมาแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือ การกู้ เพื่อนำเงินไปพยุงราคา ซึ่งน้ำมันที่ประเทศไทยพยุงนั้น เป็นน้ำมันนำเข้า เท่ากับว่า เราปล่อยให้เงินไหลออกนอกประเทศ
แล้ววิธีแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน คืออะไร
ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน เสนอแนวคิด ควรลดเพิ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ เพราะท้ายสุดหากไม่สามารถมีเงินมาพยุงราคาน้ำมันได้ และจำเป็นต้องปล่อยลอยตัว อาจจะเห็นราคาน้ำมันลิตรละ 50 บาท ก็เป็นไปได้ เพราะเชื่อว่าสถานการณ์นี้อาจยืดเยื้อกว่าที่คิด เพราะการสังหารผู้นำทางความคิดของอิหร่าน เป็นเรื่องใหญ่ ที่คนในประเทศไม่ยอม และจะตอบโต้จนถึงที่สุด
ดังนั้น รัฐบาลควรผลักดันให้มีการผสมน้ำมัน B100 ในดีเซลให้มากขึ้นจาก B7 เป็น B10 หรือ B20 เนื่องจากปัจจุบันราคา B100 ในประเทศมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลนำเข้า การเพิ่มสัดส่วนนี้จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานที่ราคาถูกลง
นอกจากนี้ควรอนุญาตให้ประชาชนหรือเกษตรกรสามารถซื้อน้ำมัน B100 ได้โดยตรงจากหน้าโรงกลั่น เพื่อใช้กับเครื่องจักรการเกษตรหรือรถรุ่นเก่า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ทันที
และรัฐบาลควรเร่งรัดการสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 1% เป็น 3% ให้รวดเร็วกว่าแผนเดิม หากคลังน้ำมันบนบกเต็ม ควรพิจารณาเช่าเรือลอยลำ (Floating Storage) เพื่อสำรองน้ำมันไว้ใช้ในช่วงวิกฤตเพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน
ที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องสื่อสารมาตรการที่ชัดเจนก่อนที่จะมีการลอยตัวราคาน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีทางเลือกอื่นที่ราคาไม่พุ่งสูงเกินไป (เช่น B10 หรือ B20) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการกักตุนน้ำมันในภาคประชาชนได้
ต้องปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า แม้จะยังทำในตอนนี้ไม่ได้ แต่ก็หวังว่า รัฐบาลใหม่ เมื่อมีอำนาจเต็ม จะเร่งผลักดันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ปัญหา นั่นคือ การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งปัจจุบันเงินจากกองทุนน้ำมันที่ใช้อุดหนุนดีเซลส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศเพราะเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น
ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนมาอุดหนุนน้ำมันที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น ไบโอดีเซล หรือ เอทานอล (E20) เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรไทยแทน และควรปรับระบบการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันใหม่ ไม่ให้ผู้ใช้เบนซินต้องรับภาระอุดหนุนดีเซลเพียงอย่างเดียว ควรปรับปรุงสูตรดีเซลในประเทศให้สอดคล้องกับวัตถุดิบที่มี
ที่สำคัญ แทนที่จะกู้เงินมาอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว อันเป็นการสร้างหนี้สาธารณะ รัฐบาลควรใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตมาช่วยลดราคาน้ำมันทางเลือก เช่น E20 หรือ B10 ให้มีราคาถูกกว่าน้ำมันนำเข้าอย่างชัดเจน เพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้พลังงานที่ผลิตเองในประเทศ
ต้องจับตาดูว่า เมื่อรัฐบาลประกาศใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซล 15 วัน (ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569) แล้วหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะพิจารณาเรื่องการชดเชยอีกครั้ง อย่างไร หรือจะมีแผนนำน้ำมันดีเซล B100 ที่ผลิตได้เองภายในประเทศมาใช้ เร็วขึ้นหรือไม่ ซึ่งนั่นคือการแก้ปัญหาระยะสั้น
ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ โครงสร้างราคาน้ำมัน นั้น เป็นเรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ


