
ศาลรับฟ้องคดีหุ้นชินคอร์ป เลื่อนนัดสอบคำให้การ ปมภาษี 1.79 หมื่นล้าน
ป.ป.ช. มติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิดสุภา ปิยะจิตติ กับพวก ฐานละเว้นอุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ส่งผลรัฐเสียรายได้กว่า 1.79 หมื่นล้านบาท คดีถึงชั้นศาลแล้ว
KEY
POINTS
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงต่อ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง
- ข้อกล่าวหาคือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในคดีการประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ป
- การกระทำดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรเป็นมูลค่ากว่า 17,900 ล้านบาท
ความคืบหน้าล่าสุดของคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปยังคงเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงกฎหมาย หลัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงต่อ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมพวกรวมหลายราย จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในคดีการประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของ พานทองแท้ ชินวัตร และ พินทองทา ชินวัตร ซึ่ง ป.ป.ช. ระบุว่าเป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรกว่า 17,900 ล้านบาท โดยได้ส่งสำนวนให้ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 โดยมีกรรมการเข้าร่วม 8 คน และมีเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ เพียรศักดิ์ สมบัติทอง เอกวิทย์ วัชชวัลคุ และ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ขณะที่ ประภาศ คงเอียด ขอถอนตัวจากการลงมติ พร้อมกันนี้ยังมีการแยกพิจารณาอีกสำนวนหนึ่ง กรณีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการออกหมายเรียก ทักษิณ ชินวัตร มาประเมินภาษีภายในกำหนดเวลา ซึ่งอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพิ่มเติมกว่า 11,000 ล้านบาท
สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยระบุว่าในคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท หน่วยงานของรัฐต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อน แม้จะเห็นว่าไม่จำเป็นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 สุภาในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลังได้ลงนามรับทราบผลการตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางให้กรมสรรพากรไปดำเนินการประเมินภาษีจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แทนการสั่งให้อุทธรณ์คดีตามระเบียบ ส่งผลให้ ป.ป.ช. เห็นว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
แม้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะโต้แย้งว่าการไม่อุทธรณ์ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย เนื่องจากต่อมากรมสรรพากรได้ประเมินภาษี ทักษิณ ชินวัตร เป็นเงินกว่า 17,600 ล้านบาทในปี 2560 แต่ ป.ป.ช. เสียงข้างมากพิจารณาว่า ภายหลัง ศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้อง ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้จริงเพียงประมาณ 50 ล้านบาท และใกล้หมดระยะเวลาบังคับชำระ จึงสรุปว่าหากมีการอุทธรณ์ตั้งแต่ต้น รัฐอาจมีโอกาสได้รับภาษีครบถ้วนมากกว่า
ขณะเดียวกัน เอกสารรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ระบุว่าศาลได้รับฟ้องจากฝ่ายโจทก์แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณา โดยมีการนัดสอบคำให้การจำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งเลื่อนนัดออกไปเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เนื่องจากจำเลยบางรายยังไม่มีทนายความ และมีจำเลยรายหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ในวันนัด พร้อมทั้งมีคำสั่งออกหมายเรียกและควบคุมตัวจำเลยบางราย รวมถึงดำเนินการพิจารณาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำ ซึ่งสะท้อนว่าคดีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการและอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล
ทั้งนี้ แม้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะโต้แย้งว่าการไม่อุทธรณ์ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย เนื่องจากมีการประเมินภาษี ทักษิณ ชินวัตร ในภายหลังเป็นเงินกว่า 17,600 ล้านบาท แต่ ป.ป.ช. เสียงข้างมากเห็นว่า ภายหลัง ศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้อง ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้จริงเพียงประมาณ 50 ล้านบาท จึงสรุปว่าหากมีการอุทธรณ์ตั้งแต่ต้น รัฐอาจมีโอกาสได้รับรายได้ภาษีมากกว่านี้
คดีนี้จึงถูกจับตาในฐานะคดีสำคัญที่สะท้อนความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายภาษีและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาล และยังต้องติดตามผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด
รายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางฉบับนี้ เป็นการบันทึกเหตุการณ์ในนัดพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 75/2569 ระหว่างอัยการสูงสุด (โจทก์) และนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กับพวก รวม 3 คน (จำเลย)
สรุปภาพรวมและขั้นตอนสำคัญที่เกิดขึ้นดังนี้:
1. สถานะและการปรากฏตัวของคู่ความ
โจทก์: ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลในวันพิจารณานี้
จำเลยที่ 1: ไม่ได้มาศาล เนื่องจากถูกดำเนินคดีในอีกคดีหนึ่ง (อท 45/2567) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
จำเลยที่ 2: ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในคดีอื่น จึงเข้าร่วมกระบวนพิจารณาผ่าน การประชุมทางจอภาพ (Video Conference) โดยมีการสอบถามและยืนยันว่าสัญญาณภาพและเสียงชัดเจน
จำเลยที่ 3: มาปรากฏตัวที่ศาล
2. การดำเนินการเรื่องทนายความ
ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรื่องทนายความ ทั้งคู่แถลงว่า ยังไม่มีทนายความแต่ประสงค์จะต่อสู้คดี และจะดำเนินการแต่งตั้งทนายความเข้ามาในภายหลัง
3. การจัดการเรื่องจำเลยที่ 1
โจทก์ได้ขอให้ศาลมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 เพื่อ ส่งตัวจำเลยที่ 1 มาสอบคำให้การ ในคดีนี้ต่อไป
4. คำสั่งศาลและขั้นตอนถัดไป
การเลื่อนคดี: เนื่องจากจำเลยที่ 2 และ 3 ยังไม่มีทนายความ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มาศาลในวันนี้ ศาลจึงให้ เลื่อนไปนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสามในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น.
การออกหมายและหนังสือสั่งการ:
ออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 และส่งหนังสือประสานงานไปยังศาลภาค 1 เพื่อส่งตัวมา
ออกหมายขังจำเลยที่ 2 และ 3 ไว้ (เว้นแต่จะมีประกัน)
ออกหมายเบิกตัวจำเลยที่ 2 จากเรือนจำกลางคลองเปรมสำหรับนัดหน้า
ให้จำเลยที่ 2 และสักขีพยานลงลายมือชื่อในสำเนารายงานกระบวนพิจารณา และส่งกลับมายังศาลเพื่อรวมเข้าสำนวน







