posttoday

ย้อนมติศาลรธน.ชี้"ศักดิ์สยาม"อำพรางหุ้นบุรีเจริญฯใช้ประโยชน์ทางส่วนตัว

12 มีนาคม 2569

ศาลรัฐธรรมนูญมติ 7 ต่อ 1 สั่ง "ศักดิ์สยาม" พ้น รมว.คมนาคม ปมซุกหุ้นบุรีเจริญฯ พบพิรุธนอมินีรายได้ต่ำแต่ซื้อหุ้นร้อยล้าน พร้อมหลักฐานใช้ทรัพย์สินบริษัทส่วนตัว

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ ที่แท้จริง โดยใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการถือหุ้นเพื่อเลี่ยงการขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
  • ศาลชี้ว่าผู้รับโอนหุ้นเป็นเพียงลูกจ้างที่ไม่มีความสามารถทางการเงินพอที่จะซื้อหุ้นมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท และพบว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นมาจากนายศักดิ์สยามเอง
  • พบหลักฐานว่านายศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจควบคุมและใช้ประโยชน์จากบริษัทเพื่อส่วนตัว เช่น สั่งซื้อเครื่องบินส่วนตัว และเบิกค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากบริษัท แม้จะอ้างว่าโอนหุ้นไปแล้ว

มูลเหตุแห่งคดีและการอำพรางถือครองหุ้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยครั้งสำคัญที่ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 โดยศาลพิเคราะห์ว่านายศักดิ์สยามยังคงเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่แท้จริง แม้จะมีการอ้างว่าโอนหุ้นทั้งหมดมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ไปแล้วก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่พยานหลักฐานกลับชี้ให้เห็นถึง "นิติกรรมอำพราง" ผ่านตัวแทนอำพรางหรือนอมินีอย่างชัดเจน

ประเด็นที่ศาลให้ความสำคัญคือ "ความสามารถทางการเงิน" ของผู้รับโอนหุ้น เนื่องจากนายศุภวัฒน์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างบริษัทในเครือ มีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 9,000 - 15,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเข้าซื้อหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาท

นอกจากนี้ เส้นทางการเงินยังพบว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้นมีที่มาจากตัวนายศักดิ์สยามเองผ่านการหมุนเวียนเงินในบริษัทเครือญาติในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการทำธุรกรรม

มติ7ต่อ1ศาลรัฐธรรมนูญขาดไป1เสียง คือนายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหตุลาป่วย ไม่สามารถมาร่วมทำคำวินิจฉัยได้ 

หลักฐานการใช้ประโยชน์ส่วนตัวและพฤติการณ์ผิดปกติ

นอกเหนือจากการอำพรางสิทธิครอบครอง ศาลยังพบหลักฐานที่ชี้ว่านายศักดิ์สยามยังมีอำนาจควบคุมและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ในทางส่วนตัวประหนึ่งเป็นเจ้าของ โดยปรากฏหลักฐานการสั่งการให้บริษัทจัดซื้อเครื่องบินส่วนบุคคลมูลค่า 12 ล้านบาทเพื่อใช้ในภารกิจทางการเมืองของตนเอง ทั้งที่บริษัทอ้างว่าขาดสภาพคล่อง รวมถึงพบการนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของนายศักดิ์สยามมาเบิกเงินสดจากห้างหุ้นส่วนโดยระบุในบันทึกว่า "ติดตามนาย" แม้จะเป็นช่วงเวลาหลังโอนหุ้นไปแล้วก็ตาม

"พฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการอำพรางการถือครองหุ้นเพื่อไม่ให้ขาดคุณสมบัติทางการเมือง โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานออกจากบ้านพักของนายศักดิ์สยามเพียง 23 วันก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยในการทำธุรกิจทั่วไป" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

หลักฐานการใช้ประโยชน์ส่วนตัวและพฤติการณ์ผิดปกติ

นอกเหนือจากการอำพรางสิทธิครอบครอง ศาลยังพบหลักฐานที่ชี้ว่านายศักดิ์สยามยังมีอำนาจควบคุมและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ในทางส่วนตัวประหนึ่งเป็นเจ้าของ โดยปรากฏหลักฐานการสั่งการให้บริษัทจัดซื้อเครื่องบินส่วนบุคคลมูลค่า 12 ล้านบาทเพื่อใช้ในภารกิจทางการเมืองของตนเอง ทั้งที่บริษัทอ้างว่าขาดสภาพคล่อง รวมถึงพบการนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของนายศักดิ์สยามมาเบิกเงินสดจากห้างหุ้นส่วนโดยระบุในบันทึกว่า "ติดตามนาย" แม้จะเป็นช่วงเวลาหลังโอนหุ้นไปแล้วก็ตาม

"พฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการอำพรางการถือครองหุ้นเพื่อไม่ให้ขาดคุณสมบัติทางการเมือง โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานออกจากบ้านพักของนายศักดิ์สยามเพียง 23 วันก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยในการทำธุรกิจทั่วไป" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

มุมมอง ป.ป.ช. และทิศทางหลังคำวินิจฉัย

ภายหลังคำวินิจฉัยดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องตรวจสอบต่อในประเด็น "การจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน" ทว่าในชั้นต้นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลับมีความเห็นว่านายศักดิ์สยามอาจไม่มีความผิดในฐานนี้ โดยรับฟังเหตุผลที่เจ้าตัวชี้แจงว่า "เพิ่งทราบว่าหุ้นยังเป็นของตนเองตามคำวินิจฉัยของศาล" ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ขัดแย้งกันระหว่างคำวินิจฉัยของศาลที่ชี้ถึง "เจตนาอำพราง" กับความเห็นของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มองว่า "ไร้เจตนาปกปิด"

สถานการณ์ปัจจุบันจึงต้องรอการตัดสินใจจาก "คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่" ว่าจะยึดตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ หรือจะนำข้อเท็จจริงเรื่องการใช้ประโยชน์ส่วนตัวและเส้นทางการเงินที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้มาเป็นสาระสำคัญในการชี้มูลความผิด ซึ่งหากคณะกรรมการเห็นว่ามีการปกปิดจริง อาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองยาวนานและบทลงโทษทางอาญาในลำดับต่อไป

เลขาฯ ป.ป.ช. โต้ข่าวลือ "ไม่ใช่ข่าวจริง"

ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เจ้าของสำนวนมีความเห็นเบื้องต้นว่านายศักดิ์สยาม "ไม่ได้จงใจ"ปกปิดทรัพย์สิน โดยอ้างเหตุผลว่าเจ้าตัวเพิ่งทราบสถานะหุ้นตามคำวินิจฉัยศาล

ล่าสุด นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกมาให้ข้อมูลโต้แย้งกระแสข่าวดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยระบุชัดเจนว่าข้อมูลที่มีการนำเสนอนั้นมีความคลาดเคลื่อนและไม่เป็นความจริงตามขั้นตอนการดำเนินงานของสำนักงาน

“ยืนยันว่าไม่ใช่ข่าวจริงได้ตรวจสอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ และคณะทำงานชุดต่างๆ แล้ว ยืนยันว่าไม่มีการสรุปเรื่องนี้ และไม่มีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. เพื่อรับทราบ หรือลงมติเกี่ยวกับกรณีบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยามแต่อย่างใด” นายสุรพงษ์กล่าว

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มาประกอบเนื้อหา : เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม'ศักดิ์สยาม'สิ้นสุดความเป็นรมต.ตั้งนอมินีถือหุ้น  

 

ข่าวล่าสุด

มธ.ชูภาษีบุหรี่ "อัตราเดียว" แก้รายได้รัฐหด-สกัดบุหรี่เถื่อน