
เควิน วอร์ชส่งสัญญาณเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังสูง
ประธานเฟดชี้ หากเงินเฟ้อยังไม่ลดสู่เป้าหมาย 2% อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดเพิ่มคาดการณ์โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย. เป็น 60%
ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างชัดเจนและรวดเร็ว
วอร์ชกล่าวในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ (28 ส.ค. 2569) ว่า หากเฟดไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย 2% ก็ยังมี “งานที่ต้องทำ” ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของธนาคารกลาง
เขาระบุว่า ขณะนี้ตลาดแรงงานยังมีเสถียรภาพ แต่เงินเฟ้อยังสูงเกินไป และภาวะการเงินยังไม่สะท้อนว่านโยบายดอกเบี้ยของเฟดกำลังจำกัดเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่เฟดควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือระดับราคา
วอร์ชระบุว่า เงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ยังอยู่ที่ 3.7% ในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าเป้าหมาย 2% และข้อมูลล่าสุดยังไม่แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวดีขึ้น
ถ้อยแถลงดังกล่าวถือว่ามีน้ำเสียงเข้มงวดมากกว่าการแถลงครั้งก่อน และทำให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไว้ราว 60% เพิ่มจาก 40% ก่อนวอร์ชกล่าวสุนทรพจน์
อย่างไรก็ตาม วอร์ชไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และย้ำว่าคำกล่าวของเขาไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้า โดยการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมา
ก่อนการประชุมเดือนกันยายน เฟดยังจะได้รับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ การจ้างงาน การว่างงาน และเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นระดับที่คงมาตั้งแต่เดือนธันวาคม
ทั้งนี้ ในการประชุมเดือนกรกฎาคม มีกรรมการเฟด 3 รายคัดค้านการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย สะท้อนว่าภายในเฟดเองก็มีแรงสนับสนุนให้ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ







