
“ทวี” โต้สำนวนฮั้ว สว.หลุด ชี้หลักฐาน DSI สวนทางชุด 36 จี้ กกต.ส่งศาลฎีกา
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ย้ำพ้นกำกับ DSI ก่อนสำนวนฮั้ว สว.หลุดหลายเดือน ชี้หลักฐานพิกัดโทรศัพท์ เส้นเงิน และคะแนนศูนย์ มีน้ำหนักพอให้ กกต.ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ชี้ขาด
KEY
POINTS
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าทำสำนวนคดีฮั้ว สว. รั่วไหล โดยอ้างลำดับเวลาว่าตนพ้นจากตำแหน่งที่กำกับดูแล DSI ไปหลายเดือนแล้วก่อนที่เอกสารจะถูกเผยแพร่
- ชี้ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ DSI รวบรวม เช่น พิกัดโทรศัพท์และเส้นทางการเงิน ซึ่งอยู่ในสำนวนของคณะทำงานชุด 26 มีน้ำหนักสวนทางกับความเห็นของคณะทำงานชุด 36 ที่พิจารณาจากเอกสารเท่านั้น
- เรียกร้องให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เนื่องจากเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต อำนาจตัดสินสุดท้ายควรเป็นของศาล ไม่ใช่การยุติเรื่องภายใน กกต.
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “หลักฐานมีน้ำหนักแค่ไหน” แต่กำลังมีอีกสองปมซ้อนเข้ามา ทั้งข้อครหาเรื่องสำนวนการไต่สวนหลุดออกสู่ภายนอก และความเห็นที่สวนทางกันระหว่างคณะสืบสวนชุดที่ 26 กับคณะกลั่นกรองชุดที่ 36
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของสำนวน พร้อมชี้ไปยังลำดับเวลาที่เขาเห็นว่าสามารถตอบข้อครหาได้ ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามต่อกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่า เมื่อมีหลักฐานในระดับ “อันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หน้าที่ชี้ขาดหลังประกาศผลแล้วควรเป็นของศาลฎีกา ไม่ใช่การยุติเรื่องภายใน กกต.
กางเส้นเวลา“ทวี”โต้ข้อครหาสำนวนหลุด
จุดตั้งต้นของคำชี้แจงอยู่ที่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า นับจากวันดังกล่าวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานหรือเข้าไปที่ DSI อีก
จากนั้นวันที่ 19 กันยายน 2568 รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง และเข้าสู่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ พ.ต.อ.ทวี พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
ขณะที่สำนวนคดีที่เป็นข้อถกเถียงเพิ่งหลุดออกมาในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 หรือหลายเดือนหลังจากเขาหยุดกำกับ DSI และพ้นจากรัฐบาลแล้ว
นี่คือเหตุผลหลักที่ พ.ต.อ.ทวี ใช้ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำสำนวนออกมาเผยแพร่ โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติ ข้าราชการย่อมไม่มีแรงจูงใจที่จะเสี่ยงนำสำนวนมาให้บุคคลที่พ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้ว
เขายังอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งระบุว่า ไม่ได้แทรกแซงกระบวนการและไม่ได้กระทำผิดจากการฝ่าฝืนจริยธรรม มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของคำชี้แจงต่อข้อครหา
ภาพถ่าย-พิกัดมือถือ หลักฐานที่ DSI ช่วยรวบรวม
อีกด้านหนึ่งของคดีคือวิธีรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี อธิบายว่า DSI เข้ามาช่วยเพิ่มมิติทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงที่อาจสะท้อนการกระทำอย่างเป็นระบบ ภายใต้ข้อจำกัดที่ขณะนั้นยังไม่สามารถเปิดหีบบัตรเพื่อตรวจสอบได้โดยตรง
แนวทางแรก คือการรวบรวมภาพถ่ายจากหน่วยเลือกตั้ง ทั้งจากประชาชน สื่อมวลชน รวมถึง iLaw และเนชั่น ตลอดจนภาพจากกล้องวงจรปิดของ กกต. ในช่วงขานคะแนน
ตามข้อมูลที่ พ.ต.อ.ทวี ระบุ มีภาพที่นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบรวมกว่า 200 ล้านรูป และสามารถรวบรวมข้อมูลครอบคลุมประมาณร้อยละ 90
แนวทางที่สอง คือการตรวจสอบข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ หรือ Base Station ย้อนหลัง เพื่อหาคำตอบว่า ผู้สมัครจากภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งอ้างว่าไม่รู้จักกัน มีการเดินทางหรือพำนักอยู่ในพื้นที่เดียวกันในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องจริงหรือไม่
สาระสำคัญของหลักฐานชนิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาการสนทนา แต่อยู่ที่ “ตำแหน่งและความสัมพันธ์เชิงเวลา” ซึ่งสามารถนำไปประกอบกับพยานหลักฐานประเภทอื่นเพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลได้
พ.ต.อ.ทวี อธิบายเพิ่มเติมว่า DSI มีอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลพิกัดการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการโดยตรงเพื่อใช้ในการสืบสวน หากผู้ให้บริการไม่ยินยอมจึงเข้าสู่ขั้นตอนขอให้ศาลมีคำสั่ง
กรณีดังกล่าวแตกต่างจากการดักฟังเสียงสนทนา ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาก่อน
นอกจากข้อมูลโทรศัพท์แล้ว ยังมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยข้อมูลที่นำมาอธิบายระบุว่าพบเส้นเงินโดยตรง 52 ล้านบาท และเมื่อใช้การคำนวณย้อนกลับทางสถิติ มีการประมาณมูลค่าที่เกี่ยวข้องมากกว่า 300 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการยังเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์พยานหลักฐาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำความผิด
ปม “0 คะแนน” กับข้อสันนิษฐานเรื่องสมยอม
พ.ต.อ.ทวี ยังให้น้ำหนักกับรูปแบบคะแนนในการเลือก สว. โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครที่ไม่ได้รับคะแนน หรือไม่ได้ลงคะแนนให้ตนเอง
พ.ต.อ.ทวี อ้างถึงมาตรา 96 ซึ่งกำหนดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการสมยอม หากปรากฏรูปแบบผู้สมัครที่ไม่ได้รับคะแนนตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า พบกลุ่มที่ได้ 0 คะแนนในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 เกือบทั้งหมด และมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวผิดไปจากธรรมชาติของผู้สมัครทั่วไป จึงควรนำไปพิจารณาร่วมกับหลักฐานประเภทอื่น
หัวใจของข้อเสนอจึงอยู่ที่บทบาทของ กกต.
พ.ต.อ.ทวี เห็นว่า เมื่อมีการประกาศรับรองผลไปแล้ว กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่เสมือนศาลที่จะตัดสินข้อเท็จจริงสุดท้ายด้วยตัวเอง หากมีหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ชุด 26 กับชุด 36 เหตุใดมองหลักฐานคนละด้าน
จุดที่ทำให้คดียิ่งซับซ้อนคือความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างคณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะทำงานชุดที่ 36
ตามคำอธิบายของ พ.ต.อ.ทวี ชุดที่ 26 เป็นคณะทำงานหลักที่ กกต.แต่งตั้ง โดยมีข้าราชการจาก DSI และพนักงานอัยการเข้าร่วม และดำเนินการตามกระบวนการไต่สวนของ กกต.
ความแตกต่างสำคัญคือ คณะชุดนี้ได้สอบปากคำและเผชิญหน้ากับพยานโดยตรง
การพบพยานจริงทำให้ผู้สอบสวนไม่ได้พิจารณาเพียงถ้อยคำบนกระดาษ แต่ยังสามารถประเมินน้ำเสียง ท่าที การตอบคำถาม และองค์ประกอบแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบการชั่งน้ำหนักคำให้การ โดยเฉพาะพยานที่ให้ข้อมูลพาดพิงถึงบุคคลระดับสูง
พ.ต.อ.ทวี จึงมองว่า สำนวนชุดที่ 26 เป็นสำนวนการไต่สวนหลักที่มีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์รองรับ และเป็นฐานสำคัญหากเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามมาตรา 226
ในทางกลับกัน ชุดที่ 36 ถูกแต่งตั้งขึ้นภายหลังเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองผลการทำงานของชุดที่ 26
พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรของชุดนี้เป็นบุคคลภายนอก กกต. และกระบวนการทำงานเน้นการอ่านและประเมินเอกสาร โดยไม่ได้ลงพื้นที่หรือสอบปากคำพยานด้วยตนเอง
จุดนี้จึงกลายเป็นรอยแยกสำคัญของคดี
ฝ่ายหนึ่งคือผู้ทำสำนวนที่ผ่านการพบพยาน ตรวจข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ พิกัดโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน ขณะที่อีกฝ่ายทำหน้าที่กลั่นกรองจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในเอกสาร ก่อนมีความเห็นที่แตกต่างออกไป
ปลายทางจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครเชื่อใคร”
ข้อถกเถียงของคดีฮั้ว สว. จึงมีมากกว่าการหาคำตอบว่าสำนวนหลุดจากใคร หรือคณะทำงานชุดใดประเมินหลักฐานถูกต้องกว่า
โจทย์สำคัญคือ เมื่อหลักฐานชุดเดียวกันผ่านกระบวนการสองแบบและนำไปสู่ข้อสรุปที่ต่างกัน กลไกใดควรเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย
"ในมุมของ พ.ต.อ.ทวี คำตอบคือศาลฎีกา เพราะ กกต.มีหน้าที่รวบรวมและชั่งน้ำหนักว่ามี “เหตุอันควรเชื่อ” หรือไม่ แต่เมื่อประกาศรับรองผลแล้ว การชี้ขาดว่ามีการฮั้วจริงหรือบุคคลใดต้องรับผิด ย่อมเป็นอีกขั้นหนึ่งของกระบวนการ"
ดังนั้น ปลายทางของคดีนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การเลือกระหว่างความเห็นของ “ชุด 26” หรือ “ชุด 36” แต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่า ว่าหลักฐานทั้งพยานบุคคล นิติวิทยาศาสตร์ พิกัดโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และรูปแบบคะแนน จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการที่มีอำนาจชี้ขาดหรือไม่ และใครจะเป็นผู้ให้คำตอบสุดท้ายต่อข้อสงสัยที่ยังค้างอยู่ในระบบเลือก สว.
แหล่งที่มาประกอบ :รายการคมชัดลึก







