posttoday
“ทวี” โต้สำนวนฮั้ว สว.หลุด ชี้หลักฐาน DSI สวนทางชุด 36 จี้ กกต.ส่งศาลฎีกา

“ทวี” โต้สำนวนฮั้ว สว.หลุด ชี้หลักฐาน DSI สวนทางชุด 36 จี้ กกต.ส่งศาลฎีกา

29 สิงหาคม 2569

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ย้ำพ้นกำกับ DSI ก่อนสำนวนฮั้ว สว.หลุดหลายเดือน ชี้หลักฐานพิกัดโทรศัพท์ เส้นเงิน และคะแนนศูนย์ มีน้ำหนักพอให้ กกต.ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ชี้ขาด

KEY

POINTS

  • พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าทำสำนวนคดีฮั้ว สว. รั่วไหล โดยอ้างลำดับเวลาว่าตนพ้นจากตำแหน่งที่กำกับดูแล DSI ไปหลายเดือนแล้วก่อนที่เอกสารจะถูกเผยแพร่
  • ชี้ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ DSI รวบรวม เช่น พิกัดโทรศัพท์และเส้นทางการเงิน ซึ่งอยู่ในสำนวนของคณะทำงานชุด 26 มีน้ำหนักสวนทางกับความเห็นของคณะทำงานชุด 36 ที่พิจารณาจากเอกสารเท่านั้น
  • เรียกร้องให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เนื่องจากเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต อำนาจตัดสินสุดท้ายควรเป็นของศาล ไม่ใช่การยุติเรื่องภายใน กกต.

คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “หลักฐานมีน้ำหนักแค่ไหน” แต่กำลังมีอีกสองปมซ้อนเข้ามา ทั้งข้อครหาเรื่องสำนวนการไต่สวนหลุดออกสู่ภายนอก และความเห็นที่สวนทางกันระหว่างคณะสืบสวนชุดที่ 26 กับคณะกลั่นกรองชุดที่ 36

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของสำนวน พร้อมชี้ไปยังลำดับเวลาที่เขาเห็นว่าสามารถตอบข้อครหาได้ ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามต่อกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่า เมื่อมีหลักฐานในระดับ “อันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หน้าที่ชี้ขาดหลังประกาศผลแล้วควรเป็นของศาลฎีกา ไม่ใช่การยุติเรื่องภายใน กกต.

 

กางเส้นเวลา“ทวี”โต้ข้อครหาสำนวนหลุด

 

จุดตั้งต้นของคำชี้แจงอยู่ที่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า นับจากวันดังกล่าวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานหรือเข้าไปที่ DSI อีก

จากนั้นวันที่ 19 กันยายน 2568 รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง และเข้าสู่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ พ.ต.อ.ทวี พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ขณะที่สำนวนคดีที่เป็นข้อถกเถียงเพิ่งหลุดออกมาในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 หรือหลายเดือนหลังจากเขาหยุดกำกับ DSI และพ้นจากรัฐบาลแล้ว

นี่คือเหตุผลหลักที่ พ.ต.อ.ทวี ใช้ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำสำนวนออกมาเผยแพร่ โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติ ข้าราชการย่อมไม่มีแรงจูงใจที่จะเสี่ยงนำสำนวนมาให้บุคคลที่พ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้ว

เขายังอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งระบุว่า ไม่ได้แทรกแซงกระบวนการและไม่ได้กระทำผิดจากการฝ่าฝืนจริยธรรม มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของคำชี้แจงต่อข้อครหา

 

ภาพถ่าย-พิกัดมือถือ หลักฐานที่ DSI ช่วยรวบรวม

 

อีกด้านหนึ่งของคดีคือวิธีรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี อธิบายว่า DSI เข้ามาช่วยเพิ่มมิติทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงที่อาจสะท้อนการกระทำอย่างเป็นระบบ ภายใต้ข้อจำกัดที่ขณะนั้นยังไม่สามารถเปิดหีบบัตรเพื่อตรวจสอบได้โดยตรง

 

แนวทางแรก คือการรวบรวมภาพถ่ายจากหน่วยเลือกตั้ง ทั้งจากประชาชน สื่อมวลชน รวมถึง iLaw และเนชั่น ตลอดจนภาพจากกล้องวงจรปิดของ กกต. ในช่วงขานคะแนน

ตามข้อมูลที่ พ.ต.อ.ทวี ระบุ มีภาพที่นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบรวมกว่า 200 ล้านรูป และสามารถรวบรวมข้อมูลครอบคลุมประมาณร้อยละ 90

แนวทางที่สอง คือการตรวจสอบข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ หรือ Base Station ย้อนหลัง เพื่อหาคำตอบว่า ผู้สมัครจากภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งอ้างว่าไม่รู้จักกัน มีการเดินทางหรือพำนักอยู่ในพื้นที่เดียวกันในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องจริงหรือไม่

 

สาระสำคัญของหลักฐานชนิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาการสนทนา แต่อยู่ที่ “ตำแหน่งและความสัมพันธ์เชิงเวลา” ซึ่งสามารถนำไปประกอบกับพยานหลักฐานประเภทอื่นเพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลได้

 

พ.ต.อ.ทวี อธิบายเพิ่มเติมว่า DSI มีอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลพิกัดการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการโดยตรงเพื่อใช้ในการสืบสวน หากผู้ให้บริการไม่ยินยอมจึงเข้าสู่ขั้นตอนขอให้ศาลมีคำสั่ง

 

กรณีดังกล่าวแตกต่างจากการดักฟังเสียงสนทนา ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาก่อน

นอกจากข้อมูลโทรศัพท์แล้ว ยังมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยข้อมูลที่นำมาอธิบายระบุว่าพบเส้นเงินโดยตรง 52 ล้านบาท และเมื่อใช้การคำนวณย้อนกลับทางสถิติ มีการประมาณมูลค่าที่เกี่ยวข้องมากกว่า 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการยังเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์พยานหลักฐาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำความผิด

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

 

ปม “0 คะแนน” กับข้อสันนิษฐานเรื่องสมยอม

 

พ.ต.อ.ทวี ยังให้น้ำหนักกับรูปแบบคะแนนในการเลือก สว. โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครที่ไม่ได้รับคะแนน หรือไม่ได้ลงคะแนนให้ตนเอง

พ.ต.อ.ทวี อ้างถึงมาตรา 96 ซึ่งกำหนดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการสมยอม หากปรากฏรูปแบบผู้สมัครที่ไม่ได้รับคะแนนตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า พบกลุ่มที่ได้ 0 คะแนนในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 เกือบทั้งหมด และมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวผิดไปจากธรรมชาติของผู้สมัครทั่วไป จึงควรนำไปพิจารณาร่วมกับหลักฐานประเภทอื่น

 

หัวใจของข้อเสนอจึงอยู่ที่บทบาทของ กกต.

พ.ต.อ.ทวี เห็นว่า เมื่อมีการประกาศรับรองผลไปแล้ว กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่เสมือนศาลที่จะตัดสินข้อเท็จจริงสุดท้ายด้วยตัวเอง หากมีหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

 

ชุด 26 กับชุด 36 เหตุใดมองหลักฐานคนละด้าน

จุดที่ทำให้คดียิ่งซับซ้อนคือความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างคณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะทำงานชุดที่ 36

ตามคำอธิบายของ พ.ต.อ.ทวี ชุดที่ 26 เป็นคณะทำงานหลักที่ กกต.แต่งตั้ง โดยมีข้าราชการจาก DSI และพนักงานอัยการเข้าร่วม และดำเนินการตามกระบวนการไต่สวนของ กกต.

ความแตกต่างสำคัญคือ คณะชุดนี้ได้สอบปากคำและเผชิญหน้ากับพยานโดยตรง

การพบพยานจริงทำให้ผู้สอบสวนไม่ได้พิจารณาเพียงถ้อยคำบนกระดาษ แต่ยังสามารถประเมินน้ำเสียง ท่าที การตอบคำถาม และองค์ประกอบแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบการชั่งน้ำหนักคำให้การ โดยเฉพาะพยานที่ให้ข้อมูลพาดพิงถึงบุคคลระดับสูง

พ.ต.อ.ทวี จึงมองว่า สำนวนชุดที่ 26 เป็นสำนวนการไต่สวนหลักที่มีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์รองรับ และเป็นฐานสำคัญหากเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามมาตรา 226

ในทางกลับกัน ชุดที่ 36 ถูกแต่งตั้งขึ้นภายหลังเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองผลการทำงานของชุดที่ 26

พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรของชุดนี้เป็นบุคคลภายนอก กกต. และกระบวนการทำงานเน้นการอ่านและประเมินเอกสาร โดยไม่ได้ลงพื้นที่หรือสอบปากคำพยานด้วยตนเอง

จุดนี้จึงกลายเป็นรอยแยกสำคัญของคดี

ฝ่ายหนึ่งคือผู้ทำสำนวนที่ผ่านการพบพยาน ตรวจข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ พิกัดโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน ขณะที่อีกฝ่ายทำหน้าที่กลั่นกรองจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในเอกสาร ก่อนมีความเห็นที่แตกต่างออกไป

 

ปลายทางจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครเชื่อใคร”

 

ข้อถกเถียงของคดีฮั้ว สว. จึงมีมากกว่าการหาคำตอบว่าสำนวนหลุดจากใคร หรือคณะทำงานชุดใดประเมินหลักฐานถูกต้องกว่า

 

โจทย์สำคัญคือ เมื่อหลักฐานชุดเดียวกันผ่านกระบวนการสองแบบและนำไปสู่ข้อสรุปที่ต่างกัน กลไกใดควรเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย

 

"ในมุมของ พ.ต.อ.ทวี คำตอบคือศาลฎีกา เพราะ กกต.มีหน้าที่รวบรวมและชั่งน้ำหนักว่ามี “เหตุอันควรเชื่อ” หรือไม่ แต่เมื่อประกาศรับรองผลแล้ว การชี้ขาดว่ามีการฮั้วจริงหรือบุคคลใดต้องรับผิด ย่อมเป็นอีกขั้นหนึ่งของกระบวนการ"

 

ดังนั้น ปลายทางของคดีนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การเลือกระหว่างความเห็นของ “ชุด 26” หรือ “ชุด 36” แต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่า ว่าหลักฐานทั้งพยานบุคคล นิติวิทยาศาสตร์ พิกัดโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และรูปแบบคะแนน จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการที่มีอำนาจชี้ขาดหรือไม่ และใครจะเป็นผู้ให้คำตอบสุดท้ายต่อข้อสงสัยที่ยังค้างอยู่ในระบบเลือก สว.

แหล่งที่มาประกอบ :รายการคมชัดลึก
 

ข่าวล่าสุด

วิกฤตชิป AI พ่นพิษ! Google บีบนักพัฒนาปรับโค้ด ลดแอปฯ กินทรัพยากรเครื่อง

วิกฤตชิป AI พ่นพิษ! Google บีบนักพัฒนาปรับโค้ด ลดแอปฯ กินทรัพยากรเครื่อง