
เปิดแผน “ไทยเครดิต” ครึ่งหลังปี 69 ดันสินเชื่อปีนี้โตสองหลัก ปั้นพอร์ต 2 แสนล้าน
“ไทยเครดิต” กางแผนครึ่งหลังปี 69 เดินหน้าขับเคลื่อนพอร์ตสินเชื่อปีนี้ทะยาน 2 แสนล้านบาท ผลักดันเป้าหมาย ROE แตะระดับ 20% ชูโมเดล Hybrid และ Core Banking ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพทำงานและลดต้นทุน
KEY
POINTS
- “ไทยเครดิต” กางแผนครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 เติบโตระดับเลขสองหลัก ผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมให้แตะระดับ 2 แสนล้านบาท
- มุ่งสร้างอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ถึงเป้าหมาย 20% พร้อมควบคุมตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ
- เดินหน้าขับเคลื่อน Digital Transformation เตรียมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ ต้นปี 70 ลดต้นทุน และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ประกาศขับเคลื่อนแผนธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 หลังผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกเติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนกระแสความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารชุดปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรักษาความเป็นผู้นำตลาดไมโครเอสเอ็มอี (MSME) รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit) พร้อมตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมแตะระดับ 2 แสนล้านบาท และผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สู่เป้าหมาย 20%
นอกจากนี้เดินหน้ายกระดับองค์กรสู่ยุค Digital Transformation เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการต้นทุนต่ำ เตรียมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ และรุกคืบสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) เพื่อความยั่งยืน
พอร์ตสินเชื่อปีนี้แตะ 2 แสนล้านบาท ดันเป้า ROE สู่ระดับ 20%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT แสดงความมั่นใจต่อการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 ระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อรวมแตะระดับ 200,000 ล้านบาท
โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง ธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อเชิงรุกผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME) รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit) ให้เติบโตอย่างมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยพยายามระมัดระวังไม่ปล่อยสินเชื่อที่มากเกินขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า (Over-lending) เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทั้งตัวลูกค้าเองและสร้างความเสียหายกลับมาสู่ธนาคาร การขับเคลื่อนของธนาคารจึงเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงระยะยาวที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวลูกค้า ธนาคาร นักลงทุน และสังคมโดยรอบ แทนการเร่งยอดสินเชื่ออย่างเร่งรีบ
ในด้านตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ ธนาคารมั่นใจว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะกลับมาอยู่เข้าสู่เป้าหมายปีนี้ที่ระดับ7.5-8.0% แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีการปรับตัวลดลงบ้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) และการขยายตัวสู่กลุ่มลูกค้าที่มีผลตอบแทน (Yield) สูงขึ้น
รวมทั้งบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ในปีนี้ ที่ระดับ 42-44% รักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 4.5% จากการดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างมีคุณภาพควบคู่กับการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด และควบคุมต้นทุนด้านเครดิต (Credit Cost) ให้อยู่ที่ 1.5-2.0%
นอกจากนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะขยับจากขึ้นไปสู่เป้าหมาย 20% ในปีนี้ ซึ่งมั่นใจว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันจะยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร จากแรงกดดันด้านหนี้สินครัวเรือนและความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารเริ่มพบสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้และการควบคุมคุณภาพหนี้ของกลุ่มธุรกิจรายย่อยเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของธนาคารให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปด้วยความระมัดระวัง
Core Banking ใหม่ ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย-ลดต้นทุน
การก้าวเข้าสู่ยุค Digital Transformation เพื่อผลักดันองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการที่มีต้นทุนต่ำ (Low Cost Provider) ธนาคารได้วางรากฐานโครงสร้างเทคโนโลยีมานานกว่า 5 ปี โดยมุ่งเน้นการนำ AI และ Cloud Infrastructure มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน
ธนาคารยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Core Banking ใหม่ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะเข้ามาแทนที่ระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี การปรับปรุงครั้งนี้ใช้เงินลงทุนส่วนหนึ่งจากเงินระดมทุน IPO
ระบบ Core Banking ใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มสปีดในการทำงานของระบบหลังบ้าน (Back-office) ให้มีความคล่องตัวและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ธนาคารสามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนโปรแกรมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าเดิม และลดต้นทุนในระยะยาว
สำหรับกำหนดการใช้งาน ธนาคารคาดว่าจะเริ่มทำการ Soft Launch ให้พนักงานทดลองใช้ภายในช่วงปลายปี 2569 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบ ก่อนจะเปิดให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2570
“ระบบ Core Banking ใหม่ ไม่ได้ใช้เม็ดเงินหลายพันล้านบาทอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากเป็นการพัฒนาในรูปแบบ In-house บนเทคโนโลยี Cloud และ AI โดยฝีมือทีมบุคลากรภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นโดยมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง”
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว
ชูจุดแข็ง Hybrid Model สู้ Virtual Bank
สำหรับประเด็นการเข้ามาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่เข้ามารุกตลาดกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเดียวกันกับธนาคารนั้น ประเมินว่า ในระยะสั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีการแข่งขันและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังมีเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงพื้นที่กว่า 500 สาขา และขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจแบบ Hybrid ที่ผสมผสานระบบฐานข้อมูลเข้ากับสายสัมพันธ์และการเข้าใจในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งระบบดิจิทัลล้วนไม่สามารถทดแทนได้
ขับเคลื่อนอนาคตสีเขียว ปล่อยกู้ Solar Rooftop
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังมุ่งตอบสนองแนวคิดด้านความยั่งยืน ด้วยการเข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) สำหรับการติดตั้งโซลาเซลล์ (Solar Rooftop)
โดยธนาคารได้กำหนดวงเงินปล่อยสินเชื่อในโครงการนี้ไว้เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีความพร้อมที่จะขยายวงเงินเพิ่มหากลูกค้ามีความต้องการสูงขึ้น
จุดเด่นสำคัญของสินเชื่อนี้คือ การเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
โชว์ความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธนาคารประสบความสำเร็จในการผลักดันสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย โดยสินเชื่อปล่อยใหม่ขยายตัว 13.1% YoY สู่ระดับ 194,080.5 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเปิดตัวศูนย์ธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME Business Center) ใหม่ 6 แห่ง ในจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการ SME ในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
รวมทั้งปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Improved NIM) เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ สินเชื่อ ‘SME กล้าช่วย’ สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, ‘SME กล้าสู้’ ที่ใช้โมเดล Risk-Based Pricing รวมถึงผลิตภัณฑ์ “Micro Max” ที่ขยายวงเงินสินเชื่อ 5 แสนบาท-1 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ ควบคู่กับแรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) ที่ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังเสริมพลังและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME (MSME Expowerment) ขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนเพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจ และโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ให้แก่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมขานรับและขับเคลื่อนมาตรการ ‘Quick Big Win’ ของภาครัฐอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือทางการเงินสู่ผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังรักษาเสถียรภาพและคุณภาพสินทรัพย์ โดยยกระดับกระบวนการคัดกรองลูกหนี้และคุณภาพการเปิดบัญชีใหม่ ควบคู่กับการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกแก่กลุ่ม MSME เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพของ NPL ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 ที่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ โดดเด่นด้วยพอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoY อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุม Cost to Income Ratio อยู่ที่ 43.2% และรักษาเสถียรภาพของ NPL Ratio ให้อยู่ในระดับ 4.3%







