
สหรัฐเปิดฉากถล่มอิหร่านอีกครั้ง หลังเหตุฮอร์มุซปะทุ ย้ำเน้นเป้าหมายทางทหาร
สหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลายจุด ตอบโต้เหตุเรือพาณิชย์ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ จุดกังวลกระทบราคาน้ำมันและตลาดพลังงานโลก
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายจุด ถือเป็นการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา และยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อจัดทำข้อตกลงถาวร
สื่อของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่เกาะเคชม์ (Qeshm) และเมืองซีริก (Sirik) ทางตอนใต้ของประเทศ นับเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่สถานีโทรทัศน์ Press TV ยังรายงานว่า มีเสียงระเบิดหลายครั้งบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน แต่ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุ ความเสียหาย หรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังอิหร่านก่อเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่กำลังเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของการเดินเรือระหว่างประเทศ
ภายหลังเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้า ศูนย์ข้อมูลความมั่นคงทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center: JMIC) ซึ่งนำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยกระดับการประเมินภัยคุกคามต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากระดับ "Substantial" เป็น "Severe" หรือระดับรุนแรงที่สุด นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน
JMIC เตือนว่า สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงยังคงมีความเสี่ยงสูง พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยคาดว่าจะมีการเพิ่มกำลังเรือรบ ความแออัดของเส้นทางเดินเรือ และการตรวจสอบจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) อย่างเข้มข้น
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ เปิดเผยว่า เป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ประกอบด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเฝ้าตรวจชายฝั่ง ระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และฐานปล่อยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของอิหร่าน
นักวิเคราะห์จับตาเป็นพิเศษต่อความปลอดภัยของเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน รองรับการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 90% ของประเทศ และเป็นแหล่งส่งออกหลักไปยังจีน ผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก
แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังจับตาว่า หากท่อส่งน้ำมัน ท่าเทียบเรือ หรือคลังเก็บน้ำมันบนเกาะได้รับความเสียหาย แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวมากขึ้น และผลักดันให้ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง
ความตึงเครียดครั้งล่าสุดเกิดขึ้น แม้ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นเมื่อเดือนก่อน ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายและพันธมิตรยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกสมรภูมิ รวมถึงในเลบานอน
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจากับอิหร่านต้องเลื่อนออกไปหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก่อนจะประกาศในเวลาต่อมาว่า สหรัฐฯ จะ "บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หรือไม่ก็จะจัดการให้ถึงที่สุด"
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ว่า การเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้ถ้อยคำข่มขู่ ส่วนโมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังนำการเจรจาไปสู่ความล้มเหลวอย่างชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มการคลี่คลายวิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลกในระยะต่อไป







