
ทรัมป์ชี้ดีลอิหร่านหยุดหายนะเศรษฐกิจ แต่ขู่กลับมาเปิดศึกอีกได้
ทรัมป์ปกป้องข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่าน ชี้ช่วยหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีกหากเตหะรานผิดสัญญา ขณะผู้นำ G7 หนุนเดินหน้าสู่สันติภาพถาวร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาปกป้องข้อตกลงชั่วคราวที่บรรลุกับอิหร่าน โดยระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวช่วยหลีกเลี่ยง “หายนะทางเศรษฐกิจโลก” ที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตกลงไว้
ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวปิดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ที่ประเทศฝรั่งเศส ว่า การหยุดยิงซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 3 วันก่อน ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาคึกคักขึ้น พร้อมแสดงความหวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพในวงกว้างทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยระบุว่า หากเตหะรานละเมิดข้อตกลง สหรัฐฯ จะกลับมาโจมตีอย่างรุนแรงทันที พร้อมย้ำว่าแม้จะเชื่อว่าผู้นำอิหร่านเป็น “คนฉลาด” แต่ก็ต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นจากการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูง กระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศกำลังพัฒนา
ทรัมป์ระบุว่า สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกได้ พร้อมกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รักษาจุดยืนเป็นกลางระหว่างความขัดแย้ง และไม่ได้ขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ในด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในช่วงแรกจากความหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ แต่ภายหลังฟื้นตัวขึ้นมากกว่า 1% หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสงครามอาจกลับมาปะทุได้อีก หากเขาไม่พอใจกับพฤติกรรมของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ซึ่งแม้จะมีการลงนามแล้ว แต่ยังไม่ถือเป็นข้อตกลงผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังสามารถถอนตัวได้หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงถาวรในอนาคต
ร่างข้อตกลง 14 ข้อดังกล่าว ขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวร โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การยุติการสู้รบในทุกแนวรบ การฟื้นฟูการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และการจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.95 ล้านล้านบาท)
ในส่วนของอิหร่าน ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นจุดยืนที่รัฐบาลเตหะรานประกาศมาโดยตลอด
แม้ทรัมป์จะยกย่องข้อตกลงครั้งนี้ว่าเป็นความสำเร็จทางการทูต แต่ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากชี้ว่า สหรัฐฯ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญหลายประการที่เคยประกาศไว้ก่อนเริ่มสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอิหร่าน การยึดครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง การทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ หรือการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นำ G7 ต่างแสดงการสนับสนุนต่อข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าการเจรจาจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และรับประกันว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
นอกจากนี้ ผู้นำ G7 ยังเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในเลบานอน ซึ่งยังคงเกิดการปะทะประปรายระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แม้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม
ทรัมป์ยังส่งสัญญาณกดดันต่อรัฐบาลอิสราเอล โดยวิจารณ์การใช้กำลังในเลบานอนของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ว่ารุนแรงเกินความจำเป็น พร้อมแนะนำให้ใช้แนวทางที่นุ่มนวลมากขึ้นในการจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
ขณะที่สถานการณ์ภายในอิหร่านยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากผลกระทบของสงครามและมาตรการคว่ำบาตร แม้รัฐบาลอิหร่านจะประกาศว่าข้อตกลงครั้งนี้เป็นชัยชนะทางการทูตก็ตาม







