
เฟดยุควอร์ชเปิดฉากปฏิรูปใหญ่ คงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณเข้มงวด
เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ เปิดแผนปฏิรูปนโยบายการเงินครั้งใหญ่ พร้อมคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% แต่กรรมการเกือบครึ่งส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ เปิดฉากยุคใหม่ของการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นทางการ หลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2%
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความสนใจให้กับตลาดการเงินทั่วโลกไม่ใช่เพียงการคงดอกเบี้ย แต่เป็นการประกาศแผนปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของเฟด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วิธีการสื่อสารนโยบาย การบริหารงบดุล การใช้ข้อมูลเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ผลิตภาพแรงงาน ไปจนถึงกรอบการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญครั้งแรกของวอร์ชหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยเขาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการลดการส่งสัญญาณล่วงหน้า (Forward Guidance) ที่เฟดใช้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แถลงการณ์นโยบายการเงินฉบับล่าสุดถูกปรับให้มีเนื้อหาสั้นลงอย่างมาก และตัดข้อความที่บ่งชี้ทิศทางนโยบายในอนาคตออกเกือบทั้งหมด สะท้อนแนวทางการสื่อสารแบบเดียวกับที่ใช้ในยุคของอดีตประธานเฟด อลัน กรีนสแปน ซึ่งเน้นให้ตลาดประเมินสถานการณ์จากข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการคาดเดาความคิดของผู้กำหนดนโยบาย
ในการแถลงข่าวครั้งแรก วอร์ชกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่สามารถให้คำแนะนำล่วงหน้าได้ว่าเฟดจะทำอะไรต่อไป” พร้อมระบุว่าการส่งสัญญาณล่วงหน้าไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง
แม้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจรายไตรมาส (Dot Plot) ซึ่งวอร์ชไม่ได้ส่งความเห็นส่วนตัวเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่ากรรมการเฟด 9 คนจากทั้งหมด 19 คน มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026
มุมมองดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากช่วงปลายปี 2024 ที่เฟดเคยมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาระต้นทุนทางการเงิน หลังสามารถควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ในระดับหนึ่ง
แถลงการณ์ของเฟดยังเน้นประเด็นที่วอร์ชให้ความสำคัญ โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของผลิตภาพแรงงานและการลงทุนภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การคาดการณ์เศรษฐกิจล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อปลายปี 2026 จะอยู่ที่ 3.6% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.7% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 2.3% ในปี 2027 ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกปรับลดลงเล็กน้อย
ด้านตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยเฟดคาดว่าอัตราการว่างงานสิ้นปีจะอยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าประมาณการเดือนมีนาคมที่ 4.4%
แม้เฟดจะมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงในระยะยาว แต่สัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยจากกรรมการจำนวนมากส่งผลให้ตลาดการเงินตอบสนองในเชิงลบทันที ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเริ่มให้น้ำหนักว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน ซึ่งเร็วกว่าเดิมประมาณ 3 เดือน
นักวิเคราะห์มองว่า แนวทางของวอร์ชสะท้อนความพยายามนำเฟดกลับสู่บทบาทแบบดั้งเดิมที่เน้นความกระชับในการสื่อสารและลดการแทรกแซงความคาดหวังของตลาด โดยเปิดโอกาสให้ข้อมูลเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้เฟดกลายเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กลงและเปิดเผยข้อมูลน้อยลงกว่ายุคที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดพลังงาน







