posttoday
EV โตไม่หยุด แต่ธุรกิจประกันภัยรับศึกหนักจากค่าซ่อม-แบตเตอรี่!

EV โตไม่หยุด แต่ธุรกิจประกันภัยรับศึกหนักจากค่าซ่อม-แบตเตอรี่!

18 มิถุนายน 2569

ตลาด EV ไทยเติบโตแรง แต่ธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งต้นทุนซ่อมสูง ความเสี่ยงเฉพาะทาง และมูลค่ารถที่ผันผวนรวดเร็วขึ้น

KEY

POINTS

  • ธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าที่สูงกว่ารถยนต์สันดาปถึง 39.7% โดยมีสาเหตุหลักจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่, การขาดแคลนช่างผู้เชี่ยวชาญและอู่ซ่อมอิสระ, และข้อจำกัดด้านอะไหล่
  • รถยนต์ไฟฟ้ามีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทั้งในด้านพฤติกรรมการขับขี่ที่ผู้ใช้ต้องปรับตัวกับแรงบิดฉับพลันซึ่งอาจเพิ่มอัตราอุบัติเหตุในช่วงแรก และความผันผวนของราคารถที่ทำให้การประเมินมูลค่าเพื่อกำหนดเบี้ยประกันมีความซับซ้อน
  • แม้ราคารถ EV จะลดลง แต่ผู้บริโภคไม่สามารถคาดหวังให้เบี้ยประกันภัยลดลงในอัตราเดียวกันได้ เนื่องจากบริษัทประกันต้องบริหารความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี, ค่าซ่อม, และมูลค่าทรัพย์สินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็ว จากปัจจัยสนับสนุนทั้งราคาน้ำมันที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกสำคัญในการบริหารต้นทุนการเดินทาง ขณะที่นโยบายภาครัฐและการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตยิ่งช่วยเร่งการเติบโตของตลาด EV ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ กล่าวว่า บทสนทนาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างชัดเจน จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ กลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากมองรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทางในระยะยาว

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของตลาด EV ไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตถึง 80% มียอดจดทะเบียนสะสมมากกว่า 120,000 คัน ขณะที่งาน Bangkok International Motor Show 2026 มียอดจองรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 132,951 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากขึ้น

 

EV โตไม่หยุด แต่ธุรกิจประกันภัยรับศึกหนักจากค่าซ่อม-แบตเตอรี่!

 

และแม้ว่า ระบบนิเวศ EV ของประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจประกันภัยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับการขยายตัวของตลาด เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ทั้งในด้านการใช้งาน การซ่อมบำรุง และการประเมินมูลค่าความเสียหาย

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ผู้ใช้รถ EV จำนวนมากยังอยู่ในช่วงปรับตัวกับรูปแบบการขับขี่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Regenerative Braking หรือแรงบิดฉับพลันจากมอเตอร์ไฟฟ้า (Instant Torque) ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุในช่วงแรกของการใช้งานสูงกว่ารถยนต์สันดาป แม้ว่าหลังจากผู้ขับขี่มีความคุ้นเคยกับรถแล้ว อัตราการเกิดอุบัติเหตุมักจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกันก็ตาม

 

นอกจากนี้ ต้นทุนการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้ายังสูงกว่ารถยนต์สันดาปโดยเฉลี่ยประมาณ 39.7% เนื่องจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง และการพึ่งพาช่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านอะไหล่ในตลาด ส่งผลให้ต้นทุนค่าสินไหมของบริษัทประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

 

อีกหนึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศไทยคือ จำนวนอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถ EV ยังมีอยู่จำกัด ทำให้งานซ่อมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านกำลังการซ่อมและการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการซ่อมและค่าสินไหมยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในระยะยาว การขยายเครือข่ายอู่ซ่อมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้าน EV จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของระบบโดยรวม

 

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับผู้รับประกันภัย เนื่องจากราคาจำหน่ายและค่าเสื่อมราคาของรถ EV มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การประเมินมูลค่าความเสียหายและการกำหนดเบี้ยประกันมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคย

 

นิโคลัสมองว่า แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิต และการเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวกขึ้น แต่ผู้บริโภคอาจไม่สามารถคาดหวังให้เบี้ยประกันภัยลดลงในอัตราเดียวกับราคาของรถได้เสมอไป เนื่องจากบริษัทประกันภัยจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การซ่อมบำรุง และมูลค่าทรัพย์สินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ผู้บริโภครถ EV ในปัจจุบันยังมีลักษณะแตกต่างจากผู้ซื้อรถยนต์แบบดั้งเดิม โดยเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการตัดสินใจซื้อ ความคาดหวังของผู้บริโภคจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความคุ้มครองตัวรถ แต่ยังครอบคลุมถึงความคุ้มครองแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของระบบชาร์จไฟ ซอฟต์แวร์ และความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเทคโนโลยี

 

ด้วยเหตุนี้ ประกันภัย EV จึงไม่สามารถถูกมองเป็นเพียงประกันรถยนต์รูปแบบเดิมที่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบการประเมินความเสี่ยง การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการสินไหมให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า

 

นิโคลัสกล่าวทิ้งท้ายว่า ประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการเป็น “Safety Net” ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV โดยช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยให้กลายเป็นต้นทุนที่สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการได้ ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

 

แม้ประเทศไทยจะกำลังก้าวจากช่วง Early Adoption สู่ Mass Adoption ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงราคาของรถหรือจำนวนสถานีชาร์จเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งด้านประกันภัย การซ่อมบำรุง การชาร์จไฟ และบริการหลังการขาย ว่าจะสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้มากเพียงใด

ข่าวล่าสุด

สศอ.เร่งจัดทำยุทธศาสตร์จัดการซากแบตเตอรี่ EV สู่ความยั่งยืน

สศอ.เร่งจัดทำยุทธศาสตร์จัดการซากแบตเตอรี่ EV สู่ความยั่งยืน