posttoday
ทรัมป์เผยสหรัฐ-อิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้น ยุติสงคราม

ทรัมป์เผยสหรัฐ-อิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้น ยุติสงคราม

16 มิถุนายน 2569

ทรัมป์ประกาศสหรัฐและอิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้นยุติความขัดแย้ง เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังไม่ถูกเปิดเผย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว แม้ว่ารายละเอียดสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน

 

ทรัมป์กล่าวภายหลังเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ว่า “ข้อตกลงทุกอย่างได้รับการลงนามเรียบร้อยแล้ว” พร้อมระบุว่า นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าร่วมพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันศุกร์นี้

 

ข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญเบื้องต้นคือ การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดล้อมมาตลอดช่วงความขัดแย้ง และขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาประเด็นที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอนาคตของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

 

ภายหลังการประกาศดังกล่าว ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนว่าปริมาณน้ำมันที่เคยหายไปจากตลาดโลกถึงราว 20% อาจกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดในการยุติความขัดแย้งที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน อีกทั้งยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงานทั่วโลก

ทรัมป์เผยสหรัฐ-อิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้น ยุติสงคราม

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจำนวนมากของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านระบุว่า หากข้อตกลงฉบับสมบูรณ์บรรลุผล อิหร่านอาจได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดในต่างประเทศ และการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากชาติพันธมิตรในอ่าวอาหรับ

 

แหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านจะต้องยอมรับเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทนในภูมิภาค เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า ทรัมป์อาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักที่ประกาศไว้ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านยังคงอยู่ในอำนาจ ขณะที่ข้อเรียกร้องให้อิหร่านยกเลิกโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลและยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ข้อตกลงยังไม่ได้ระบุชัดเจนถึงชะตากรรมของคลังยูเรเนียมที่อิหร่านสะสมไว้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ชาติตะวันตกกังวลมาโดยตลอด แม้อิหร่านจะยืนยันมาตลอดว่าไม่มีความตั้งใจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

ทรัมป์เผยสหรัฐ-อิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้น ยุติสงคราม

 

ในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านส่งสัญญาณว่าต้องการรักษาบทบาทร่วมกับโอมานในการกำกับดูแลเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าช่องแคบจะเปิดให้เดินเรือได้โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน และคาดหวังให้เงื่อนไขนี้ถูกรวมอยู่ในข้อตกลงฉบับถาวรในอนาคต

 

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งคู่ขนานระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ โดยอิหร่านต้องการให้มีการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนยันว่าอิสราเอลจะยังคงส่งกำลังทหารประจำการในภาคใต้ของเลบานอน และสงวนสิทธิในการตอบโต้หากถูกโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมระบุว่าอิหร่านเคยเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลัง แต่ตนไม่ยินยอม

 

แม้จะมีการประกาศข้อตกลงแล้ว แต่รายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า การสู้รบในบางพื้นที่ยังไม่ยุติลงโดยสิ้นเชิง สื่อทางการเลบานอนรายงานว่า โดรนอิสราเอลโจมตีรถยนต์คันหนึ่งในเมืองคฟาร์ เทบนิต ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่เนทันยาฮูระบุว่ากองทัพอิสราเอลสามารถสังหารสมาชิกกลุ่มติดอาวุธได้ 4 คน

 

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เรียกร้องให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดโดยทันที

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลหลายรายแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว โดยแหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น “ข่าวร้ายสำหรับอิสราเอล” และเป็นมุมมองที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญหลายฝ่ายภายในรัฐบาลอิสราเอล

 

ข่าวล่าสุด

ไทยช่วยไทยพลัส ดันฟู้ดเดลิเวอรีวันแรก 56.59 ล้าน คนแห่ใช้สิทธิทะลุ 25 ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัส ดันฟู้ดเดลิเวอรีวันแรก 56.59 ล้าน คนแห่ใช้สิทธิทะลุ 25 ล้านราย