
โกหก 37 ครั้ง ! CNN แฉทรัมป์พูดเท็จ อ้างสงครามอิหร่านจบ แต่ไร้วี่แวว
CNN แฉทรัมป์โกหกกว่า 37 ครั้ง อ้างสหรัฐฯ จวนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน แต่ผ่านไปสองเดือนกลับไร้แววคืบหน้า นักวิเคราะห์ชี้ศึกยังตึงเครียดและจบยาก
KEY
POINTS
- CNN เปิดโปงว่าโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างที่เป็นเท็จซ้ำๆ กว่า 37 ครั้ง ว่าสหรัฐฯ ใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน
- แม้ทรัมป์จะอ้างว่าข้อตกลงใกล้สำเร็จมานานกว่าสองเดือน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น
- นักวิเคราะห์ชี้ว่าสถานการณ์ยังคงตึงเครียด และโอกาสที่สงครามจะยุติลงในเร็ววันเป็นไปได้ยากมากสวนทางกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์
สำนักข่าว CNN เผยบทวิเคราะห์พฤติกรรมโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตบตาธารณชนด้วยการอ้างซ้ำๆ กว่า 37 ครั้งว่า สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งกับอิหร่านได้แล้ว ทว่าในความเป็นจริงล่วงเลยมานานกว่าสองเดือนกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้สถานการณ์ปัจจุบันยังตึงเครียดหนักและโอกาสที่สงครามจะยุติลงในเร็ววันนั้นเป็นไปได้ยากมาก
รายงานข่าว: CNN เผยบทวิเคราะห์ ทรัมป์ "ขายฝัน" ดีลสงครามอิหร่านจวนจบ 37 ครั้ง แต่ความจริงยังห่างไกล
สำนักข่าว CNN เปิดเผยบทวิเคราะห์พฤติกรรมการสื่อสารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งและการทำสงครามกับอิหร่าน
โดยชี้ให้เห็นว่าทรัมป์ได้ใช้สำนวนซ้ำๆ ในการ "ขายฝัน" แก่ประชาชนและสื่อมวลชนว่า สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันได้แล้ว
ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานการณ์ภาคพื้นดินยังคงไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสงครามกำลังจะยุติลง
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
โดยอ้างว่าขบวนการเจรจาคืบหน้าไปมากและขอเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์เพื่อสรุปข้อตกลง จนถึงปัจจุบันเวลาล่วงเลยมานานกว่า 2 เดือน
ทรัมป์ยังคงพูดกรอกหูสาธารณชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Truth Social) การแถลงข่าว และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 37 ครั้ง ว่า "ข้อตกลงอยู่แค่เอื้อม" และมักใช้คำพูดว่าอิหร่านยอมจำนนและ "อยากทำข้อตกลงใจจะขาด" ทว่าผลลัพธ์กลับว่างเปล่า
วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้ม: โอกาสยุติสงครามมีจริงไหม?
เมื่อมองลึกลงไปในสถานการณ์ปัจจุบัน แนวโน้มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้:
1. ปัจจัยแทรกซ้อนภูมิภาค (อิสราเอล-อิหร่าน)
ความหวังที่จะจบศึกทวีความยากขึ้นเมื่อมี "ตัวละครอื่น" เข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุดทรัมป์ยอมรับกับสำนักข่าว Axios ว่า ข้อตกลงที่เขาอ้างว่าเกือบจะเสร็จสิ้นกำลังถูกสั่นคลอนจากการกระทบกระทั่งกันในวงนอกระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุใหม่ที่ทำให้การเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานต้องหยุดชะงัก
2. ท่าทีที่ย้อนแย้งของผู้นำสหรัฐฯ
แม้ทรัมป์จะพยายามส่งสัญญาณบวกต่อหน้าสื่อเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง (เช่น การดึงดัชนีตลาดหุ้น หรือสร้างภาพลักษณ์นักเจรจาผู้ยิ่งใหญ่)
แต่ในทางปฏิบัติ เขายังคงสื่อสารกับกลุ่มการเมืองสายเหยี่ยว (War Hawks) อย่าง ส.ว. ลินด์เซย์ แกรแฮม โดยเน้นย้ำถึง "ชัยชนะอย่างเด็ดขาด" (Total Victory) ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้ลดราวาศอกในทางทหาร
3. ความน่าเชื่อถือที่หมดไป
บทวิเคราะห์สรุปว่า คำกล่าวอ้างของทรัมป์กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาถือเป็นสาระสำคัญได้อีกต่อไป การที่เขาเลื่อนกำหนดการโจมตีทางทหารออกไป "2-3 วัน" ตามคำขอของชาติอาหรับ หรือการอ้างว่าอิหร่าน "พร้อมยอมยกทุกอย่างให้สหรัฐฯ"
เป็นเพียงวาทกรรมที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อควบคุมกระแสข่าวนายวันต่อวัน มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ทางการทูตที่เกิดขึ้นจริง
ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุด และยังมีตัวแปรสำคัญอย่างอิสราเอลร่วมอยู่ในสมการ ความขัดแย้งนี้จะยังคงคาราคาซัง โอกาสที่สงครามจะจบลง "ภายในสองสัปดาห์" ตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง จึงเป็นเพียงกลลวงทางการเมืองที่ไร้รากฐานความเป็นจริง







