
ตลาดหุ้นสหรัฐบวกต่อ หุ้นเทคพุ่งรับ AI นักลงทุนจับตาสงครามอิหร่าน
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นนำโดยหุ้นเทคโนโลยี หลัง Nvidia เปิดตัวชิป AI ใหม่ ขณะนักลงทุนจับตาความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ ดันน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อกลับมา
ตลาดหุ้นสหรัฐเปิดเดือนใหม่ด้วยการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ (2 มิ.ย.) โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลัง Nvidia เปิดตัวชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีที่ทะยานขึ้น 2.6% ส่งผลให้ทั้งสองดัชนีมีแนวโน้มปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ขณะที่ดัชนี Dow Jones แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 4.68 จุด หรือ 0.01% สู่ระดับ 51,037.14 จุด ส่วนดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 32.39 จุด หรือ 0.43% แตะ 7,612.45 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 187.27 จุด หรือ 0.69% สู่ระดับ 27,159.89 จุด
บรรยากาศการลงทุนได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระบุว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสำนักข่าวของอิหร่านจะรายงานว่าเตหะรานได้ระงับการเจรจาทางอ้อมกับวอชิงตัน ภายหลังเกิดการโจมตีระลอกใหม่ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสี่ยงทำให้ความพยายามยุติสงครามที่ดำเนินมาเข้าสู่เดือนที่ 4 ต้องสะดุดลง
ต่อมาตลาดหุ้นขยายช่วงบวกมากขึ้น หลังทรัมป์เปิดเผยว่าไม่มีแผนส่งทหารอิสราเอลเข้าไปยังกรุงเบรุตของเลบานอน ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการขยายวงของสงครามในภูมิภาค
หนึ่งในหุ้นที่โดดเด่นที่สุดของวันคือ Nvidia ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้น 5.8% หลังบริษัทเปิดตัวชิป RTX Spark ชิป AI รุ่นใหม่ที่สามารถประมวลผล AI ได้โดยตรงบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กล่าวว่า ชิปดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือกับ Microsoft เป็นเวลานานกว่า 3 ปี เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้งาน AI ส่งผลให้หุ้น Microsoft ปรับตัวขึ้น 2.3% เช่นกัน
นักลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของประเทศขยายตัวในเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แม้ผู้ผลิตยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกของ เควิน วอร์ช ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ ท่ามกลางความกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามอาจผลักดันเงินเฟ้อกลับมารุนแรงขึ้น และกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้น
น้ำมันพุ่งแรง หลังอิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตลาดพลังงานตอบสนองต่อสถานการณ์ความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานว่า รัฐบาลเตหะรานได้ระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐ และกำลังวางแผนร่วมกับพันธมิตรเพื่อปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงอาจดำเนินการในเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์อื่นเพิ่มเติม
สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้น 4.80 ดอลลาร์ หรือ 5.2% สู่ระดับ 95.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.46 ดอลลาร์ หรือ 6.2% แตะ 92.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวกลงบางส่วนหลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าไม่ได้กังวลต่อการระงับการเจรจาของอิหร่าน และไม่สนใจว่าการเจรจาจะยุติลงหรือไม่
ทองคำร่วง หลังตลาดกังวลเงินเฟ้อพุ่ง
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาทองคำปรับตัวลดลง แม้โดยปกติจะได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น และอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนาน
ราคาทองสปอตลดลง 1% มาอยู่ที่ 4,489.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดตลาดลดลง 1.9% สู่ระดับ 4,506.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นักวิเคราะห์มองว่า ทิศทางตลาดการเงินในระยะสั้นจะยังคงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางของตลาดโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้.







