
เจรจาสันติภาพสะดุด สหรัฐ-อิหร่านโจมตีตอบโต้เดือด ลามถึงคูเวต
สหรัฐและอิหร่านต่างอ้างโจมตีเป้าหมายทางทหารตอบโต้กัน ขณะที่คูเวตถูกลูกหลงจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ท่ามกลางการเจรจายุติสงครามที่ยังไร้ความคืบหน้า
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดฉากกล่าวหาอีกฝ่ายว่ากระทำการยั่วยุทางทหาร หลังทั้งสองประเทศยอมรับว่าได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
กองทัพสหรัฐเปิดเผยว่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้โจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน สถานีควบคุมภาคพื้นดิน และโดรนอีก 2 ลำที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือ หลังจากเกิดสิ่งที่วอชิงตันระบุว่าเป็น “พฤติกรรมก้าวร้าว” ของอิหร่าน รวมถึงกรณียิงโดรนของสหรัฐตกเหนือน่านน้ำสากล
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า ได้โจมตีฐานทัพอากาศที่กองทัพสหรัฐใช้งาน เพื่อตอบโต้การโจมตีในพื้นที่ภาคใต้ของอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยชื่อฐานทัพดังกล่าว แต่ในวันเดียวกัน คูเวตได้สั่งเปิดระบบป้องกันภัยทางอากาศและออกมาประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวบั่นทอนความพยายามลดความตึงเครียดในภูมิภาค
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่ออิสราเอลประกาศขยายปฏิบัติการทางทหารเข้าไปในเลบานอนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับการขยายวงของความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น
ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นรอบใหม่ส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ในวันจันทร์ หลังนักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญของโลก
แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันเป็นระยะ ขณะที่ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพที่มีความยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การโจมตีตอบโต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพยังคงมีอยู่
สงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากปฏิบัติการร่วมของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ภายหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญของโลก
ขณะที่ความพยายามทางการทูตยังดำเนินต่อไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่ได้กล่าวถึงเหตุปะทะล่าสุด แต่ยืนยันว่าอิหร่านยังต้องการบรรลุข้อตกลง พร้อมวิจารณ์ผู้ที่แสดงความเห็นเชิงลบต่อกระบวนการเจรจา รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่คัดค้านแนวทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านยังคงแสดงท่าทีไม่ไว้วางใจต่อสหรัฐ โดยเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาว่าวอชิงตันเปลี่ยนจุดยืนในการเจรจาอยู่ตลอดเวลา พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐกำหนดท่าทีที่ชัดเจนและแน่นอน
บาเกอีระบุว่า การเจรจาเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศแห่งความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ โดยสหรัฐมักเสนอเงื่อนไขใหม่หรือข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจายืดเยื้อ
ประเด็นขัดแย้งหลักยังคงอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยันว่าจุดมุ่งหมายสำคัญของสหรัฐคือการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จากยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ขณะที่เตหะรานปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างในหลายประเด็น รวมถึงข้อเรียกร้องของอิหร่านให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และปลดล็อกเงินรายได้จากการส่งออกน้ำมันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้สั่งการให้กองทัพขยายปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน และในวันจันทร์ยังสั่งโจมตีพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของฮิซบอลเลาะห์ พร้อมกล่าวหากลุ่มดังกล่าวว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุเมื่อปลายเดือนเมษายน
ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้หารือกับทั้งประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู เพื่อผลักดันแนวทางลดความรุนแรงในภูมิภาค โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า วอชิงตันได้เสนอแผน “ลดระดับความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่สงครามในวงกว้างมากยิ่งขึ้น







