วิจัยชี้ทรายชายหาดอันตรายกว่าน้ำทะเล
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายของสหรัฐ พบทรายบนชายหาดมีแบคทีเรียปนเปื้อนมากกว่าในน้ำทะเล
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายของสหรัฐ พบทรายบนชายหาดมีแบคทีเรียปนเปื้อนมากกว่าในน้ำทะเล
อาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมอาบแดดริมชายหาด เมื่อผลวิจัยล่าสุดเผยว่า แม้แต่ทรายบนชายหาดก็ไม่ปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรีย และเมื่อเม็ดทรายโดนซัดลงทะเลก็ยังอาจเป็นตัวการทำให้น้ำทะเลปนเปื้อนสารพิษมากขึ้นอีกด้วย
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายของสหรัฐ พบว่าพื้นทรายบนชายหาดมีแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม เช่น อีโคไล ปนเปื้อนอยู่มากกว่าในน้ำทะเลซะอีก
ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมวิจัยได้สร้างชายหาดในห้องจำลองทรายและน้ำทะเลที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เพื่อศึกษาว่าจำนวนแบคทีเรียจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไรบ้าง สำหรับทรายในการทดลองนำมาจากชายหาดของเกาะโอวาฮูในฮาวาย โดยเก็บตัวอย่างทรายเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดราว 45.7 ซม. เพื่อให้แน่ใจว่าทรายไม่ได้สัมผัสน้ำ
ผลการทดลองปรากฏว่า แบคทีเรียตัวร้ายที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง ผื่นคัน หรือโรคทางเดินอาหาร มีชีวิตอยู่ในทรายได้ยาวนานกว่าในน้ำทะเล ซึ่งช่วยเฉลยสาเหตุของการพบแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มบนชายหาดมากกว่าในน้ำแม้จะอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน
เถาเหยียน นักวิจัยในทีมเผยเหตุที่แบคทีเรียอาศัยอยู่ในทรายได้นานว่า แบคทีเรียจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในไบโอฟิล์ม หรือเมือกเหนียว หรือคราบสกปรก ที่ติดอยู่ตามเม็ดทราย ตัวเคลือบเหล่านั้นทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องมาทำลายเชื้อโรคได้ ขณะที่น้ำทะเลไม่มีสารเคลือบกันแสงแดดเหมือนเม็ดทราย แสงอาทิตย์จึงส่องลงมากำจัดแบคทีเรียได้ดีกว่า
วิลเลียม สคัฟฟ์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์สหรัฐ กล่าวว่า ผลวิจัยชิ้นนี้อาจกระตุ้นเตือนให้บุคลากรด้านสาธารณสุขประเมินความปลอดภัยของชายหาด โดยคำนึงถึงพื้นทรายบนชายหาดควบคู่ไปกับคุณภาพน้ำทะเล
อย่างไรก็ดี สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ เพิ่มความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดให้คลายกังวลว่า แม้ความเจ็บป่วยจากการติดเชื้อจากทะเลจะไม่เป็นที่พึงประสงค์ แต่อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและไม่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว ส่วนวิธีหลีกเลี่ยงการติดเชื้อคือ สวมใส่รองเท้าเดินบนชายหาด และหลีกเลี่ยงการนั่งบนพื้นทรายแบบปล่อยให้อวัยวะหรือผิวหนังสัมผัสกับทรายโดยตรง


