posttoday

นับถอนหลัง21/12/12

15 ธันวาคม 2555

เหลือเวลาอีกเพียง 6 วัน ก็จะถึงวันที่ 21 ธ.ค. 2012 วันที่ผู้คนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ “โลกแตก”

เหลือเวลาอีกเพียง 6 วัน ก็จะถึงวันที่ 21 ธ.ค. 2012 วันที่ผู้คนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ “โลกแตก”

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

ดังที่มีการทำนายไว้ล่วงหน้าหลายพันปีหรือไม่

เชื่อว่าหลายคนคงทราบที่มาที่ไปของคำทำนายดังกล่าวดี ว่าเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับการสิ้นสุดของปฏิทินอารยธรรมมายา อาณาจักรโบราณในแถบอเมริกากลาง ซึ่งว่ากันว่ามีความเป็นเลิศด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ชนิด “ล้ำยุค”

เพราะมีทักษะการคำนวณที่แม่นยำโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ซับซ้อนใดๆ จนสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิชาการรุ่นหลังๆ อย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดการตีความการสิ้นสุดของปฏิทิน ว่าเป็นการคำนวณวันสิ้นโลกของสุดยอดนักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์อัจฉริยะยุคโบราณ

ส่วนร้อยแปดพันเก้า “ทฤษฎีวันโลกแตก” นั้น ก็ไล่เรียงตั้งแต่อุกกาบาตพุ่งชนโลก การเกิดพายุสุริยะจนขั้วโลกพลิก ภัยธรรมชาติรุนแรงซึ่งเป็นผลจากการเรียงตัวกันของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ตลอดจนทฤษฎีภูเขาไฟยักษ์ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนในสหรัฐระเบิดซึ่งเชื่อว่าเป็นฉากที่บรรดาคอหนังฮอลลีวู้ดสามารถจดจำได้เป็นอย่างดีจากภาพยนตร์ดังเรื่อง “2012”

แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของโลก ตลอดจนบุคคลดังจากหลากหลายแวดวง เช่น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ผู้เชี่ยวชาญชนเผ่ามายา และแม้กระทั่งนครรัฐวาติกัน จะพร้อมใจกันออกมายืนยันกับชาวโลกว่า โลกจะไม่ถึงกาลอวสานอย่างแน่นอนในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ โดยชูทั้งหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม ผลการวิจัยต่างๆ นานา รวมทั้งการถอดรหัสปฏิทินมายา ทว่าก็ไม่อาจลดกระแสตื่นวันอาร์มาเกดดอนที่ลุกลามเป็นวงกว้างไปทั่วทุกมุมโลกได้

นับถอนหลัง21/12/12

 

เริ่มต้นที่เมืองเล็กๆ ตามแนวเทือกเขาคาร์เพเทียนในประเทศเซอร์เบีย โดยจากที่เคยเป็นเมืองเงียบๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จัก ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ภายหลังนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่เข้าไปปีนภูเขารัตตานัจ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มนุษย์ต่างดาวเคยทิ้ง “พีระมิด” เอาไว้ และเมื่อถึงเวลาที่โลกกำลังจะแตก พีระมิดดังกล่าวก็จะปล่อยพลังอนุภาพสูงปกป้องทุกคนที่อยู่ในพื้นที่จากภัยอันตราย หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็น “เรือโนอาห์” พามนุษย์กลุ่มสุดท้ายลี้ภัยยังนอกโลก

“เคยมีคนพยายามโทรเข้ามาจองห้องพักมากถึง 500 คนต่อวัน บางคนต้องการพาทั้งครอบครัวมาปีนรัตตานัจ” โอบราด เบลซิก เจ้าของโรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่ง กล่าว พร้อมเผยว่า ห้องพักแทบจะทุกห้องในเมืองถูกจองเต็มตั้งแต่ช่วงกลางปีแล้ว

ความเชื่อเรื่องพีระมิดเอเลี่ยนยังลามไปถึงภูเขาปี เดอ บูกาคาจ ในฝรั่งเศส จนเป็นเหตุให้ตำรวจเมืองน้ำหอมต้องสั่งปิดทางขึ้นเขา เนื่องจากเกรงว่าไม่อาจต้านทานฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมหาศาลได้

ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นก็ดูจะเป็นคนกลุ่มเดียวที่ยังคงเพลิดเพลินกับกระแสโลกแตกได้ เพราะแว่วว่าบรรดาพ่อค้าและนักธุรกิจหัวใสโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายสินค้าที่ระลึกวันสิ้นโลก เช่น หมวกและตุ๊กตายูเอฟโอ รวมทั้ง “หินและน้ำศักดิ์สิทธิ์” จากภูเขา ราวกับว่าทางเมืองเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬายักษ์ใหญ่ หรือเทศกาลงานรื่นเริงเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางรายถึงขั้นยอมเปิดบ้านให้เช่าทั้งหลังในราคาสูงถึง 1,200 ยูโร (ราว 4.8 หมื่นบาท) ต่อคืน เพื่อฉวยโอกาสในช่วงที่ทางเมืองมีโรงแรมไม่เพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันกระแสดังกล่าวยังจุด “พลังสร้างสรรค์” ในสังคมทั่วโลกเห็นได้จากการผุดสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อต้อนรับวันที่ 21 ธ.ค.

ที่เมืองทอมสค์ ประเทศรัสเซีย บริษัทแห่งหนึ่งตัดสินใจผุด “ชุดยังชีพวันสิ้นโลก” ซึ่งประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในการเอาตัวรอดหากโลกแตก อาทิ อาหาร ยา เทียน เชือก รวมทั้งเหล้าวอดก้า

นับถอนหลัง21/12/12

 

เช่นเดียวกับ หลิวซีหยวน ชาวนาจีนรายหนึ่ง ที่ไอเดียล้ำสุดๆ สร้างลูกบอลจากเส้นใยแก้วซึ่งสามารถลอยบนน้ำได้ และมีเครื่องขับเคลื่อนบังคับทิศทางภายใน โดยภายในตัวลูกบอลซึ่งบรรจุคนได้มากถึง 14 คนนั้น ยังมีถังออกซิเจนอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นยานพาหนะที่จะมีประโยชน์สุดๆ หากน้ำท่วมโลก

ขณะเดียวกันที่รัฐออริกอนในสหรัฐ ครอบครัวหนึ่งตัดสินใจเปิด “ค่ายซอมบี” ค่ายสุดแหวกแนว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเปิดสอนสารพัดวิธีในการฆ่าผีดิบ และการเอาตัวรอดจากวิกฤตซอมบีครองโลก

“คุณจะไม่มีวันรู้ว่าหลังโลกแตกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น และหากบังเอิญคุณรอดชีวิตแต่อยู่ท่ามกลางซอมบี การเรียนรู้วิธีรับมือกับซอมบีเสียก่อนก็อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดก็เป็นได้” ลูกค้าคนหนึ่ง กล่าว

กระแสความหวาดกลัวและสับสนอลหม่านดังกล่าว ส่งผลให้นักจิตวิทยาและรัฐบาลประเทศต่างๆ ออกโรงเตือนว่า กระแสดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเครียดอย่างหนัก เสี่ยงทำให้ผู้คนถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคม

“คุณลองนึกดูว่า แต่ละเมืองและแต่ละประเทศจะวุ่นวายเพียงใด หากทุกคนวิ่งหนีอาร์มาเกดดอน ทุกอย่างขาดการควบคุม ในที่สุดรัฐบาลอาจถึงขึ้นล่มสลายได้” เดวิด แพตเทอร์สัน ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เตือน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญรายอื่นๆ ก็พยายามเสาะหาคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมคนเราถึงเชื่อและถึงขั้นหมกมุ่นกับเรื่องวันสิ้นโลก”

ทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก คือ ทฤษฎีว่าด้วย “อิทธิพลของสื่อ” ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต ที่คอยป้อนข้อมูลทั้งที่เป็นจริงและเท็จ เกี่ยวกับวันสิ้นโลกแก่ผู้บริโภคจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเราไปเสียแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ธีมวันสิ้นโลกชื่อดังอย่าง 2012 และ เดอะ เดย์ อาฟเตอร์ ทูมอร์โรว์ ตลอดจนหนังสือขายดีอย่าง เดอะ เกอา โปรเจกต์ 2012 : การเปลี่ยนแปลงของโลก และ ดูมส์เดย์ : คู่มือเอาตัวรอดวันสิ้นโลก

ที่สำคัญก็คือ ภาพยนตร์และหนังสือเหล่านี้มักมีเนื้อหาที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่ “เกินจริง” เพื่อที่จะตีตลาดได้

ในส่วนของอีกทฤษฎีนั้นให้เหตุผลว่า “ความหยิ่งยโส” ของมนุษย์ คือ ต้นตอของความหลงใหลและหมกมุ่นทั้งหมด!

“มนุษย์เชื่อว่าตัวเองคือศูนย์กลางของจักรวาล คือสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐและยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นความเชื่อที่ว่าโลกกำลังมาถึงจุดจบ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ก็เลยทำให้คนเรารู้สึกเป็นคนพิเศษนั่นเอง” นิโคลัส คริสเตนฟิล์ด นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐ อธิบาย

นับถอนหลัง21/12/12

 

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ธรรมชาติของจิตใต้สำนึกของมนุษย์นั้นโหยหาแสงสปอตไลต์ และเรื่องราวดรามาขั้นเทพ ดังนั้นจึงต้องการเผชิญหรือมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

จอห์น อาร์. ฮอล นักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อดัง มองว่า ความสนใจในเรื่องวันสิ้นโลกตอกย้ำให้เห็นถึงความกังวลที่แฝงด้วย “ความหวัง” ของมนุษย์ ว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ที่จะชะล้างความมืดมนบนโลก ซึ่งนับวันยิ่งมีสภาพเละเทะจนไม่น่าอยู่อีกต่อไป ทั้งเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน การสู้รบฆ่าฟัน และการสร้างมลพิษทำลายธรรมชาติ

“หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุวินาศกรรมอาคารแฝดเวิลด์เทรด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คนก็เริ่มตั้งคำถามว่า สังคมยุคใหม่นี้มีศักยภาพที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อีกต่อไปหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวจะแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก เพราะหากข้ามฟากไปยังทวีปอเมริกาใต้ ศูนย์กลางอารยธรรมมายา ก็จะพบว่าบรรยากาศที่นั่นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เพราะในหลายๆ ประเทศ เช่น เม็กซิโกกัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ มีการเตรียมงานปาร์ตี้ต้อนรับวันที่ 21 ธ.ค. กันอย่างคึกคัก ไร้ร่องรอยของความวิตกกังวลใดๆ โดยทางการคาดว่างานดังกล่าวจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้หลายล้านคนเลยทีเดียว

“เราเตรียมตัวมาฉลองการเริ่มต้นของยุคใหม่” กอนซาโล อัลวาเรซ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน กล่าว

เพราะชาวละตินอเมริกันและผู้ที่คุ้นเคยกับอารยธรรมมายาส่วนใหญ่ทราบดีว่า จุดจบของวงจร 5,000 ปีของปฏิทินมายานั้นไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก เพียงแต่หมายถึงการเริ่มต้นปฏิทินรอบใหม่ ซึ่งนับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ดีบนโลกนั่นเอง

“ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต โลกอาจจะแตกวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราก็แค่อยากมาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ที่เรารัก” นักท่องเที่ยวอีกคน กล่าว

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าโลกจะแตกเมื่อใด แต่คือการใช้ชีวิตให้เต็มที่ราวกับว่าแต่ละวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

ข่าวล่าสุด

เตือนประชาชน เช็ค AIS ก่อนแชร์! ลดข่าวคลาดเคลื่อน กรณีเรือบรรทุกน้ำมัน