
ถอดสูตรอภัยโทษ “เล่าต๋า” เบนซ์ เรซซิ่ง ชี้จำคุกไม่ถึง 10 ปีได้อย่างไร?
โทษจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับพ้นเรือนจำในเวลาไม่ถึง 10 ปี อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” อธิบายสูตรลดโทษสะสมที่ทำให้ “เล่าต๋า” ได้อิสรภาพในปี 69
KEY
POINTS
- การลดโทษของเล่าต๋าเป็นผลจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษสะสมถึง 6 ครั้ง โดยคำนวณลดโทษจากยอดที่เหลืออยู่แบบขั้นบันได ไม่ใช่การลดจากโทษตลอดชีวิตในครั้งเดียว
- ปัจจัยสำคัญที่เร่งการลดโทษคือการได้เลื่อนชั้นนักโทษถึงชั้นเยี่ยม ประกอบกับสิทธิผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งทำให้ได้รับการลดโทษเพิ่มเติมซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
- เมื่อคำนวณโทษครั้งสุดท้ายหลังการอภัยโทษครั้งที่ 6 พบว่าโทษที่เหลืออยู่น้อยกว่าระยะเวลาที่จำคุกจริงไปแล้ว จึงเป็นเหตุให้ได้รับการปล่อยตัวทันที
คำถามสำคัญหลังการปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดรายใหญ่ ไม่ได้อยู่เพียงว่าเหตุใดผู้ต้องขังที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตจึงได้รับอิสรภาพ แต่ยังอยู่ที่ว่า กลไกใดทำให้ระยะเวลาจำคุกจริงเหลือเพียง 9 ปี 10 เดือน 8 วัน
อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในเรือนจำ อธิบายผ่านรายการถึงกระบวนการลดโทษว่า กรณีของเล่าต๋าไม่ได้เกิดจากการลดโทษเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจาก สิทธิประโยชน์ที่สะสมต่อเนื่องผ่านพระราชทานอภัยโทษถึง 6 ครั้ง ประกอบกับชั้นนักโทษ อายุ และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลา
ภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายการลดตัวเลขแบบขั้นบันได ทุกครั้งที่มีพระราชทานอภัยโทษ จำนวนโทษที่เหลือจะถูกนำมาคำนวณใหม่ และหากผู้ต้องขังเข้าเงื่อนไขมากกว่าหนึ่งข้อ สิทธิแต่ละส่วนก็จะทำให้โทษที่เหลือลดลงต่อเนื่อง
จากโทษตลอดชีวิต สู่การลดโทษเป็นทอดๆ
ตามคำอธิบายของอริย์ธัช เล่าต๋าเข้าสู่เรือนจำตั้งแต่ปี 2559 และได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง
จุดสำคัญอยู่ที่การคำนวณไม่ได้ลดจากโทษตั้งต้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่เมื่อผ่านการลดโทษครั้งหนึ่งแล้ว ตัวเลขใหม่จะกลายเป็นฐานสำหรับการพิจารณาในครั้งต่อไป
กรณีโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น ในคำอธิบายที่อริย์ธัชนำมาใช้คำนวณ จะเทียบเป็นโทษ 50 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการลดโทษตามหลักเกณฑ์ต่างๆ
กลไกสำคัญมีอยู่ 2 ชั้น
ชั้นแรกคือ “ชั้นนักโทษ” ซึ่งสัมพันธ์กับความประพฤติและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ผู้ต้องขังอาจเริ่มจากชั้นกลาง ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นชั้นดี และชั้นเยี่ยม โดยแต่ละชั้นมีสัดส่วนการลดโทษต่างกัน
ตามตัวอย่างที่อริย์ธัชอธิบาย ชั้นกลางอาจได้รับการลดโทษ 1 ใน 9 ชั้นดี 1 ใน 8 และเมื่อขึ้นถึงชั้นเยี่ยมสามารถลดได้ในสัดส่วน 1 ใน 7
เล่าต๋าถูกระบุว่าสามารถเลื่อนชั้นขึ้นเรื่อยๆ จนถึง ชั้นเยี่ยม ส่งผลให้ในการพระราชทานอภัยโทษแต่ละครั้ง สัดส่วนการลดโทษเพิ่มขึ้นตามสถานะของผู้ต้องขังในขณะนั้น
แต่ตัวแปรที่ถูกมองว่ามีน้ำหนักอย่างมากในกรณีนี้ คือ อายุของเล่าต๋า
อายุเกิน 70 ปี ตัวเร่งสำคัญของการลดโทษ
อริย์ธัชอธิบายว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษหลายฉบับที่ผ่านมา มีหลักเกณฑ์ให้สิทธิแก่ผู้ต้องขังสูงอายุ โดยกรณีผู้มีอายุเกิน 70 ปี อาจได้รับการลดโทษเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 ของโทษที่เหลือ
จุดสำคัญคือ การลดส่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากผ่านการคำนวณตามชั้นนักโทษแล้ว
ตัวอย่างเช่น ในช่วงการพระราชทานอภัยโทษครั้งแรกๆ ระหว่างปี 2562-2563 หากเริ่มต้นจากโทษตลอดชีวิตที่นำมาคำนวณเทียบเป็น 50 ปี เมื่อลดตามชั้นนักโทษอาจเหลือประมาณ 44 ปี
จากนั้นเมื่อเข้าเงื่อนไขผู้สูงอายุ โทษที่เหลือจะถูกลดเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 ใน 5 จนเหลือราว 35 ปี
นี่คือจุดที่ทำให้ตัวเลขลดลงมากกว่าการคิดจากสิทธิเพียงเงื่อนไขเดียว
เมื่อเกิดการพระราชทานอภัยโทษครั้งต่อมา ฐานการคำนวณก็ไม่ได้ย้อนกลับไปเริ่มที่ 50 ปีอีก แต่เริ่มจากโทษที่เหลืออยู่ก่อนหน้า ก่อนนำชั้นนักโทษและสิทธิผู้สูงอายุมาคำนวณต่อไป
เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ตัวเลขจึงลดลงเป็นทอดๆ
6 ครั้ง ทำโทษที่เหลือต่ำกว่าเวลาที่ติดจริง
ตามข้อมูลที่อริย์ธัชนำมาอธิบาย เมื่อเข้าสู่การพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 6 ในปี 2569 โทษของเล่าต๋าหลังผ่านการคำนวณตามสิทธิทั้งหมดเหลือเพียงประมาณ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน
แต่ขณะนั้นเล่าต๋าถูกจำคุกจริงมาแล้ว 9 ปี 10 เดือน 8 วัน
หมายความว่า ระยะเวลาที่ถูกคุมขังจริงมากกว่าโทษที่เหลือหลังการคำนวณครั้งล่าสุดแล้ว จึงเกิดการปล่อยตัวออกจากเรือนจำทันทีตามผลของการคำนวณ โดยอริย์ธัชระบุว่าไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพักโทษหรือสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM
ประเด็นนี้จึงแตกต่างจากภาพความเข้าใจทั่วไปที่ว่า ผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวเพราะมีใครพิจารณาลดโทษจากตลอดชีวิตลงมาเหลือไม่ถึง 10 ปีในครั้งเดียว
ในคำอธิบายของอริย์ธัช สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การลดโทษสะสมหลายรอบ ภายใต้เงื่อนไขที่ซ้อนกัน
“เกณฑ์เก่า” อีกตัวแปรที่ต้องจับตา
อริย์ธัชยังตั้งข้อสังเกตว่า เล่าต๋าเข้าสู่ระบบเรือนจำในช่วงที่หลักเกณฑ์บางส่วนแตกต่างจากปัจจุบัน จึงอาจได้รับประโยชน์จากสิทธิในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการปรับระเบียบให้เข้มงวดขึ้น
หนึ่งในความแตกต่างที่ถูกยกขึ้นมา คือหลักเกณฑ์ การจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษ สำหรับผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ก่อนเข้าสู่เงื่อนไขรับสิทธิบางประเภท
อริย์ธัชระบุว่า ในช่วงแรกที่เล่าต๋าเข้ารับโทษ ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดลักษณะเดียวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ภายหลัง ทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรับสิทธิจากพระราชทานอภัยโทษได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการจำคุก
อีกความแตกต่างคือระบบการจัดชั้นนักโทษ
ตามคำอธิบาย ปัจจุบันผู้ต้องขังที่ได้รับโทษสูงกว่า 30 ปี จะต้องเริ่มต้นจากชั้น “ปรับปรุงมาก” ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าเดิม ไม่ได้เริ่มต้นจากชั้นกลาง ทำให้ต้องใช้เวลาในการสะสมความประพฤติและเลื่อนระดับก่อนจะได้รับสิทธิในสัดส่วนที่สูงขึ้น
หากใช้หลักเกณฑ์เช่นนี้ตั้งแต่ต้น เส้นทางการลดโทษก็อาจไม่เหมือนกับกรณีของเล่าต๋า
โควิดกับช่วงเวลาที่การเลื่อนชั้นเกิดเร็วขึ้น
อีกหนึ่งบริบทที่อริย์ธัชกล่าวถึง คือช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเรือนจำเผชิญปัญหาความแออัดและมีนโยบายบริหารจำนวนผู้ต้องขัง
ในช่วงดังกล่าวมีการปรับชั้นนักโทษรวดเร็วขึ้นในบางกรณี และเล่าต๋าถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลจากการเลื่อนชั้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาวางเรียงกัน ตั้งแต่การได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง การเลื่อนชั้นนักโทษ สิทธิจากการเป็นผู้สูงอายุ ตลอดจนหลักเกณฑ์ในแต่ละช่วงเวลา จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดโทษบนกระดาษที่เริ่มต้นจาก “จำคุกตลอดชีวิต” จึงลดลงเร็วกว่าที่คนทั่วไปคาดคิด
กรณีของเล่าต๋าจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ทำไมติดคุกไม่ถึง 10 ปี” แต่ยังเปิดให้เห็นความซับซ้อนของระบบคำนวณโทษที่ผู้ต้องขังแต่ละคนอาจได้รับผลแตกต่างกันตามช่วงเวลา อายุ ชั้นนักโทษ และกติกาที่บังคับใช้
ทั้งนี้ สิ่งที่สังคมอาจต้องการมากกว่าคำตอบว่าใคร “ได้ลดกี่ปี” คือความชัดเจนว่า ทุกขั้นตอนของการคำนวณเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน ตรวจสอบได้ และสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้หรือไม่ เพราะสำหรับกระบวนการยุติธรรมแล้ว ตัวเลขวันที่ผู้ต้องขังเดินออกจากประตูเรือนจำ อาจเป็นปลายทาง แต่ความเชื่อมั่นของสังคมเริ่มต้นจากคำอธิบายระหว่างทาง
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







