
ตลาดรถยนต์ไทยปี 69 ฟื้น 6.75 แสนคัน BEV พุ่ง แต่ไทยผลิตไม่ทัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดรถยนต์ปี 2569 โต 8.7% แตะ 6.75 แสนคัน แรงหนุนจาก BEV ขณะที่ 55% ไทยยังต้องพึ่งรถนำเข้า
KEY
POINTS
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 จะฟื้นตัวขึ้น 8.7% มียอดขายรวมประมาณ 675,000 คัน
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยคาดว่าจะมียอดขายพุ่งสูงถึง 210,000 คัน หรือคิดเป็น 31% ของตลาดรวม
- แม้ยอดขาย BEV จะเติบโตสูง แต่คาดว่ากว่า 55% ยังคงเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ สะท้อนว่าการผลิตในประเทศยังตามไม่ทันความต้องการของตลาด
ตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 675,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2568 ที่มียอดขาย 621,166 คัน
โดยแรงส่งสำคัญมาจากตลาดรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ ขณะที่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 รถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์จะมียอดขายประมาณ 475,000 คัน เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน
สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลัก)
ขณะที่รถเพื่อการพาณิชย์คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 200,000 คัน ลดลง 7% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดรถกระบะที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าหลัก ทั้งเกษตรกรและภาคธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
BEV โตแรง ดันส่วนแบ่งตลาดแตะ 31%
จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดรถยนต์ปีนี้อยู่ที่ BEV ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นถึง 71% มาอยู่ที่ประมาณ 210,000 คัน จากแรงส่งหลายด้าน
ทั้งการเร่งส่งมอบรถตามมาตรการ EV3.0 ที่มีคำสั่งซื้อและรถค้างส่งมาจากปีก่อน รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาด BEV ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งด้านราคา รุ่นรถ และโปรโมชั่น ส่งผลให้ BEV สามารถขยายฐานผู้บริโภคได้รวดเร็ว
จากแนวโน้มดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า BEV จะมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มเป็น 31% ในปี 2569 จาก 20% ในปีก่อน
การขยายตัวของ BEV ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรม โดยรถยนต์สัญชาติจีนมีแนวโน้มเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 32% จากเดิม 23%
เนื่องจาก BEV ที่จำหน่ายในไทยกว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน
ในทางกลับกัน รถยนต์จากค่ายรถสัญชาติอื่นที่ทำตลาดในไทยมาเป็นเวลานานมีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 68% จาก 77% ในปีก่อน
ICE ถูกเบียด HEV โต แต่ยังตาม BEV
โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE (รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันเป็นหลัก) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานตลาดของค่ายรถที่มีการผลิตในประเทศไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าส่วนแบ่งตลาดของ ICE จะลดลงจาก 55% เหลือ 39% ในปี 2569 ขณะที่รถยนต์ไฮบริด หรือ HEV (รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า) มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 27%
แม้ HEV จะยังมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่การขยายตัวของตลาดยังช้ากว่า BEV อย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขายรถยนต์แต่ละประเภทเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศ
เนื่องจากค่ายรถยนต์กลุ่มเดิมจำนวนมากมีฐานการผลิต ICE และ HEV อยู่ในไทย ขณะที่การเติบโตของ BEV ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยรถยนต์จากจีน
BEV โต แต่ 55% ยังต้องนำเข้า
โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงอยู่ที่คำถามว่า การเติบโตของตลาด BEV จะสามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตของฐานการผลิตในประเทศได้มากน้อยเพียงใด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในจำนวน BEV ที่จำหน่ายในไทยปี 2569 มีเพียงประมาณ 45% ที่ผลิตในประเทศ ขณะที่อีก 55% ยังคงเป็นรถยนต์นำเข้า
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ผู้ผลิตที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ยังสามารถนำเข้า BEV จากจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้สามารถนำรถเข้ามาทำตลาดในไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องผลิตในประเทศ
ขณะเดียวกัน แม้ผู้ผลิตบางรายจะเข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 และมีการลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเข้ามาทำตลาด
เนื่องจากการผลิตรถบางรุ่นในไทยอาจยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จากขนาดตลาดที่ยังไม่ใหญ่พอ รวมถึงต้นทุนการผลิตในไทยที่สูงกว่าจีน
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ยอดขาย BEV ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทยในสัดส่วนเดียวกัน หากรถยนต์ที่เติบโตส่วนใหญ่ยังคงเป็นรถนำเข้า
จับตาปรับภาษี ดึงฐานผลิตกลับไทย
จากสถานการณ์ดังกล่าว การพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์จึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม เพราะโครงสร้างภาษีมีส่วนต่อการตัดสินใจของผู้ผลิตว่าจะเลือกนำเข้ารถยนต์ หรือเข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการออกแบบโครงสร้างภาษีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ ความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศกับรถยนต์นำเข้า รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้น
โจทย์สำคัญคือ หากการลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ผลิตอาจยังเลือกใช้ไทยเป็นตลาดจำหน่ายมากกว่าฐานการผลิต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปัจจุบันรถยนต์ BEV หลายรุ่นที่จำหน่ายในจีนยังมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่ายในไทย มากกว่า 20% สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนและโครงสร้างตลาดที่ยังเป็นโจทย์สำคัญ
ดังนั้น แม้ตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 จะมีแนวโน้มฟื้นตัวแตะ 675,000 คัน และ BEV จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
แต่ความท้าทายของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำให้การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสามารถต่อยอดไปสู่ การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ได้จริง







