posttoday
ตลาดรถยนต์ไทยปี 69 ฟื้น 6.75 แสนคัน BEV พุ่ง แต่ไทยผลิตไม่ทัน

ตลาดรถยนต์ไทยปี 69 ฟื้น 6.75 แสนคัน BEV พุ่ง แต่ไทยผลิตไม่ทัน

18 สิงหาคม 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดรถยนต์ปี 2569 โต 8.7% แตะ 6.75 แสนคัน แรงหนุนจาก BEV ขณะที่ 55% ไทยยังต้องพึ่งรถนำเข้า

KEY

POINTS

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 จะฟื้นตัวขึ้น 8.7% มียอดขายรวมประมาณ 675,000 คัน
  • รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยคาดว่าจะมียอดขายพุ่งสูงถึง 210,000 คัน หรือคิดเป็น 31% ของตลาดรวม
  • แม้ยอดขาย BEV จะเติบโตสูง แต่คาดว่ากว่า 55% ยังคงเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ สะท้อนว่าการผลิตในประเทศยังตามไม่ทันความต้องการของตลาด

ตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 675,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2568 ที่มียอดขาย 621,166 คัน 

 

โดยแรงส่งสำคัญมาจากตลาดรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ ขณะที่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ
 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 รถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์จะมียอดขายประมาณ 475,000 คัน เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน

 

สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลัก)

 

ขณะที่รถเพื่อการพาณิชย์คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 200,000 คัน ลดลง 7% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดรถกระบะที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าหลัก ทั้งเกษตรกรและภาคธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 

BEV โตแรง ดันส่วนแบ่งตลาดแตะ 31%

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดรถยนต์ปีนี้อยู่ที่ BEV ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นถึง 71% มาอยู่ที่ประมาณ 210,000 คัน จากแรงส่งหลายด้าน 

 

ทั้งการเร่งส่งมอบรถตามมาตรการ EV3.0 ที่มีคำสั่งซื้อและรถค้างส่งมาจากปีก่อน รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 

นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาด BEV ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งด้านราคา รุ่นรถ และโปรโมชั่น ส่งผลให้ BEV สามารถขยายฐานผู้บริโภคได้รวดเร็ว

 

จากแนวโน้มดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า BEV จะมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มเป็น 31% ในปี 2569 จาก 20% ในปีก่อน

 

การขยายตัวของ BEV ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรม โดยรถยนต์สัญชาติจีนมีแนวโน้มเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 32% จากเดิม 23%

 

เนื่องจาก BEV ที่จำหน่ายในไทยกว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน


ตลาดรถยนต์ไทยปี 69 ฟื้น 6.75 แสนคัน BEV พุ่ง แต่ไทยผลิตไม่ทัน

ในทางกลับกัน รถยนต์จากค่ายรถสัญชาติอื่นที่ทำตลาดในไทยมาเป็นเวลานานมีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 68% จาก 77% ในปีก่อน

 

ICE ถูกเบียด HEV โต แต่ยังตาม BEV

 

โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE (รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันเป็นหลัก) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานตลาดของค่ายรถที่มีการผลิตในประเทศไทย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าส่วนแบ่งตลาดของ ICE จะลดลงจาก 55% เหลือ 39% ในปี 2569 ขณะที่รถยนต์ไฮบริด หรือ HEV (รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า) มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 27%

 

แม้ HEV จะยังมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่การขยายตัวของตลาดยังช้ากว่า BEV อย่างชัดเจน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขายรถยนต์แต่ละประเภทเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศ

 

เนื่องจากค่ายรถยนต์กลุ่มเดิมจำนวนมากมีฐานการผลิต ICE และ HEV อยู่ในไทย ขณะที่การเติบโตของ BEV ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยรถยนต์จากจีน

ตลาดรถยนต์ไทยปี 69 ฟื้น 6.75 แสนคัน BEV พุ่ง แต่ไทยผลิตไม่ทัน

BEV โต แต่ 55% ยังต้องนำเข้า

 

โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงอยู่ที่คำถามว่า การเติบโตของตลาด BEV จะสามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตของฐานการผลิตในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในจำนวน BEV ที่จำหน่ายในไทยปี 2569 มีเพียงประมาณ 45% ที่ผลิตในประเทศ ขณะที่อีก 55% ยังคงเป็นรถยนต์นำเข้า

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ผู้ผลิตที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ยังสามารถนำเข้า BEV จากจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

 

โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้สามารถนำรถเข้ามาทำตลาดในไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องผลิตในประเทศ

 

ขณะเดียวกัน แม้ผู้ผลิตบางรายจะเข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 และมีการลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเข้ามาทำตลาด 

 

เนื่องจากการผลิตรถบางรุ่นในไทยอาจยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จากขนาดตลาดที่ยังไม่ใหญ่พอ รวมถึงต้นทุนการผลิตในไทยที่สูงกว่าจีน

 

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ยอดขาย BEV ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทยในสัดส่วนเดียวกัน หากรถยนต์ที่เติบโตส่วนใหญ่ยังคงเป็นรถนำเข้า

 

จับตาปรับภาษี ดึงฐานผลิตกลับไทย

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว การพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์จึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม เพราะโครงสร้างภาษีมีส่วนต่อการตัดสินใจของผู้ผลิตว่าจะเลือกนำเข้ารถยนต์ หรือเข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการออกแบบโครงสร้างภาษีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ ความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศกับรถยนต์นำเข้า รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้น

 

โจทย์สำคัญคือ หากการลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ผลิตอาจยังเลือกใช้ไทยเป็นตลาดจำหน่ายมากกว่าฐานการผลิต

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปัจจุบันรถยนต์ BEV หลายรุ่นที่จำหน่ายในจีนยังมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่ายในไทย มากกว่า 20% สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนและโครงสร้างตลาดที่ยังเป็นโจทย์สำคัญ

 

ดังนั้น แม้ตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 จะมีแนวโน้มฟื้นตัวแตะ 675,000 คัน และ BEV จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

 

แต่ความท้าทายของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำให้การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสามารถต่อยอดไปสู่ การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ได้จริง

ข่าวล่าสุด

วันสุดท้าย! ADVANC ซื้อรับปันผล 8.69 บาท ก่อนขึ้น XD 19 ส.ค.นี้

วันสุดท้าย! ADVANC ซื้อรับปันผล 8.69 บาท ก่อนขึ้น XD 19 ส.ค.นี้