posttoday
"หมอยง" ชง "วัคซีนหัดเข็ม 3” อายุ 10-40 ปี สกัดการระบาด หลังพบเป็นกลุ่ม "ภูมิต่ำ"

"หมอยง" ชง "วัคซีนหัดเข็ม 3” อายุ 10-40 ปี สกัดการระบาด หลังพบเป็นกลุ่ม "ภูมิต่ำ"

18 สิงหาคม 2569

สวรส.จุฬาฯ เปิดผลวิจัยภูมิคุ้มกันโรคหัดคนไทย พบอายุ 14-31 ปีมีภูมิคุ้มกันเพียง 27-46% “หมอยง” เสนอพิจารณาวัคซีนเข็ม 3 อายุ 10-40 ปี หากงบจำกัดอาจเริ่มจากนักศึกษาปี 1

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดผลวิจัยเรื่อง “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” หลังพบช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น พร้อมเสนอพิจารณาเพิ่มวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรอายุ 10-40 ปี เมื่อวานนี้ (17 สิงหาคม 2569 )

 

งานวิจัยศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมอยู่ที่ 61.3% แต่เมื่อแยกตามช่วงอายุพบช่องว่างชัดเจนในกลุ่มอายุ 14-31 ปี ซึ่งมีระดับภูมิคุ้มกันเพียง 27-46%

 

"หมอยง" ชง "วัคซีนหัดเข็ม 3” อายุ 10-40 ปี สกัดการระบาด หลังพบเป็นกลุ่ม "ภูมิต่ำ"

 

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การศึกษาสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรตั้งแต่อายุ 6 เดือนถึง 80 ปี ใน 4 จังหวัดตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง พบระดับภูมิคุ้มกันตามอายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve)

 

ประชากรอายุมากกว่า 40 ปีมีภูมิคุ้มกันสูงกว่า 95% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติในอดีต ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี หรือผู้เกิดระหว่างปี 2528-2551 กลับมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียง 27-46% ซึ่งเป็นช่วงอายุที่งานวิจัยพบ “ช่องว่างภูมิคุ้มกัน” ชัดเจน

 

ไทยฉีด 2 เข็ม แต่ความครอบคลุมยังไม่ถึง 95%

ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้เด็กได้รับวัคซีน MMR เข็มแรกเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน โดยกรมควบคุมโรคตั้งเป้าความครอบคลุมของวัคซีนทั้ง 2 เข็มไม่น้อยกว่า 95% ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยง อธิบายว่า หลายประเทศยังสามารถใช้วัคซีนหัด 2 เข็มเป็นมาตรการหลักได้ เนื่องจากสามารถรักษาความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนไว้ในระดับประมาณ 95% ขณะที่ประเทศไทยยังทำได้ประมาณ 90.1% และยังมีความแตกต่างระหว่างพื้นที่

 

เมื่อประกอบกับผลสำรวจที่พบระดับภูมิคุ้มกันต่ำในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้พิจารณาวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 หรือ MCV3 ในประชากรอายุ 10-40 ปี ควบคู่กับการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามตารางปกติ โดยเฉพาะเข็มที่ 2

 

หัด 1 คน อาจแพร่ต่อได้ 12-18 คน

อีกเหตุผลที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคหัดสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายมาก โดยค่าการแพร่เชื้อพื้นฐานของโรคหัดที่มีการอ้างอิงโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12-18 หมายความว่า ในประชากรที่ไวต่อการติดเชื้อและไม่มีมาตรการควบคุม ผู้ติดเชื้อ 1 คนอาจแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นได้ประมาณ 12-18 คน

 

ศ.นพ.ยง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากผู้ติดเชื้อประมาณ 8,800 รายต่อปีในไทย พบว่าพื้นที่สำคัญคือ พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีปัญหาความครอบคลุมของวัคซีน ส่วนในพื้นที่อื่นของประเทศ จากผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่มีถิ่นฐานจากคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาความครอบคลุมของวัคซีนดังกล่าว

 

ทั้งนี้  ประเทศไทยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่อื่น โดย ศ.นพ.ยง ยกตัวอย่างการระบาดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2568

 

อีกหนึ่งข้อกังวลคือ เมื่อโรคหัดพบได้น้อยลงเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน บุคลากรทางการแพทย์อาจมีโอกาสพบผู้ป่วยจริงน้อยลง ศ.นพ.ยงจึงมองว่าการวินิจฉัยอาจมีความล่าช้ากว่าในอดีต ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหากเกิดการระบาดขึ้นอีกด้วย

 

 

หากงบจำกัด เสนอเริ่ม “นักศึกษาปี 1” คนละเข็ม

สำหรับข้อเสนอวัคซีนเข็มที่ 3 หากข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการกับประชากรอายุ 10-40 ปีทั้งหมดได้ ศ.นพ.ยง เสนอว่า อาจเริ่มจาก นักศึกษาที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ให้ได้รับวัคซีนเพิ่มอีก 1 เข็ม

 

เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่อยู่ในกลุ่มซึ่งพบช่องว่างของภูมิคุ้มกัน และสามารถเข้าถึงประชากรจำนวนมากผ่านระบบมหาวิทยาลัย โดยระบุว่าการได้รับวัคซีนเพิ่มอีกหนึ่งเข็มไม่ถือว่าเกินไป ขณะที่ผู้ที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนหนึ่ง บางประเทศก็มีนโยบายว่าต้องมีหลักฐานการได้รับวัคซีนหัดเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอ MCV3 สำหรับประชากรอายุ 10-40 ปี ยังเป็นข้อเสนอจากงานวิจัย ไม่ใช่นโยบายการให้วัคซีนใหม่ของประเทศไทยในขณะนี้ โดยกรมควบคุมโรคจะนำผลการศึกษาไปประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์และพิจารณาแนวทางป้องกันควบคุมโรคต่อไป

 

 ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์

 

 

วิจัย 6 เดือน ไม่ได้ตอบแค่เรื่อง “เข็ม 3”

ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า งานวิจัยที่ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ทำให้เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันโรคหัดของประชากรไทยชัดเจนขึ้น และสามารถนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างน้อย 3 ด้าน

 

  1. ใช้ตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 หรือ MCV3 ในประชากรอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบช่องว่างของภูมิคุ้มกัน
  2. ออกแบบระบบบริการให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความครอบคลุมของวัคซีนต่ำ ซึ่งการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทของพื้นที่ เช่น การสร้างความเชื่อมั่นผ่านผู้นำชุมชน ควบคู่กับการติดตามประชากรที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ
  3. พัฒนาระบบข้อมูลวัคซีนรายบุคคล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบได้ว่า ประชาชนแต่ละคนเคยได้รับวัคซีนอะไรและกี่เข็ม เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปประชาชนจำนวนหนึ่งอาจจำไม่ได้ว่าเคยได้รับวัคซีนชนิดใดมาแล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะมีความสำคัญทั้งต่อการให้บริการและการวางมาตรการป้องกันโรคในอนาคต

 

 

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส.

 

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ระบุว่า แม้ประเทศไทยดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้ งานวิจัยจึงเข้ามาช่วยตอบว่าภูมิคุ้มกันของประชากรแต่ละช่วงอายุเป็นอย่างไร ช่องว่างอยู่ที่ใด และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่

ขณะที่กรมควบคุมโรคยังคงตั้งเป้าเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ให้ไม่น้อยกว่า 95% ในทุกพื้นที่ พร้อมเร่งติดตามเด็กตกหล่น เฝ้าระวังและสอบสวนโรคเมื่อเกิดการระบาด รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดต่อไป.

ข่าวล่าสุด

วันสุดท้าย! ADVANC ซื้อรับปันผล 8.69 บาท ก่อนขึ้น XD 19 ส.ค.นี้

วันสุดท้าย! ADVANC ซื้อรับปันผล 8.69 บาท ก่อนขึ้น XD 19 ส.ค.นี้