
ระวัง! มรสุมเศรษฐกิจรอบใหม่ น้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาดโลก-ไทยเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคกดดันหุ้นไทย หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 โตแผ่ว สวนทางดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลรอบ 8 ไตรมาส พร้อมชู PTTEP-CPF-DELTA ตั้งรับตลาดเปราะบาง
KEY
POINTS
- บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคกดดันหุ้นไทย หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 โตแผ่ว
- สวนทางดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลรอบ 8 ไตรมาส
- พร้อมชู PTTEP-CPF-DELTA ตั้งรับตลาดเปราะบาง
บล.เอเซีย พลัส ประเมินสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาดการลงทุนชี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยเริ่มเผชิญความผันผวนรอบใหม่ โดยฝั่งตลาดโลกได้รับแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลางและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง
ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตแผ่วและเผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ในไตรมาสถัดไป แนะกลยุทธ์ลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและราคา Laggard พร้อมถือทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง
วิกฤตดันน้ำมันทะลุ 90 เหรียญฯ
ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงจากความกังวลว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจะส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จนอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน
ปัจจัยผลักดันหลักมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมาลุกลามในหลายพื้นที่ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม 2569 อาทิ เหตุอิสราเอลสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน, การโจมตีทางอากาศในกาซาและปาเลสไตน์, กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง และการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ยิ่งไปกว่านั้น ความหวังในการสร้างสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องสะดุดลงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะขยายข้อตกลงหยุดยิง (ซึ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569) และส่งสัญญาณขู่โจมตีทางทหารต่อโอมานหากเข้ามาขัดขวางแผนการเจรจาในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี (Bond Yield 30Y) ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 (สูงสุดในรอบ 19 ปี) สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินและการขาดวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นและการออกพันธบัตรรุ่นระยะยาวจำนวนมหาศาล
สอดคล้องกับข้อมูล Foreign Holdings ล่าสุดในเดือน มิ.ย. ที่ระบุว่ายอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติปรับตัวลดลงเหลือ 9.299 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ลดการถือครองลง -2.3% MoM เหลือ 1.116 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนลดลงถึง -4.0% MoM เหลือเพียง 6.334 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2008
จับตาผลประกอบการ Big Tech จีน - ปลื้มงบ SMIC เข้าสู่ Earnings Upgrade ในฝั่งตลาดหุ้นต่างประเทศ สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค. 2569) จะเป็นสัปดาห์สำคัญของการประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในจีน (Big Tech จีน) ได้แก่
• วันอังคาร: Baidu, Xiaomi
• วันพุธ: Biren Technology, Kuaishou
• วันพฤหัสบดี: Alibaba, Netease, Pop Mart
ฝ่ายวิจัย ระบุว่า ในกลุ่มหุ้นจีนที่จะประกาศงบสัปดาห์นี้ ชื่นชอบ DR: BABA80 (Alibaba) มากที่สุด เนื่องจากคาดหวังผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ Cloud ที่มีโอกาสโตดีกว่าคาดตามความต้องการทั่วโลก และธุรกิจ Food Delivery ที่มีแนวโน้มขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังแนะนำเก็งกำไรใน DR: NETEASE80 (Netease) จากกลุ่มธุรกิจเกมที่ยังแข็งแกร่ง และ DR: XIAOMI80 (Xiaomi) ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะผ่านจุดต่ำสุดของปีและพร้อมฟื้นตัวเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับหุ้นเทคโนโลยีจีนที่โดดเด่นในเวลานี้คือ SMIC (981 HK) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปของจีน ที่รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้มาก (Positive Surprise) โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 3.01 พันล้านหยวน (+36% YoY) สูงกว่าคาด 5% และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.06 หยวน (+200% YoY) สูงกว่าคาดถึง 74% รับแรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์ชิ้นส่วนชิปที่แข็งแกร่ง ส่งให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทะยานขึ้นแตะ 25.3% (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 21.4%)
บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำเก็งกำไรต่อเนื่องใน DR: SMIC23 และยกให้เป็น Top Pick หุ้นจีนประจำไตรมาส 3 เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในวัฏจักรการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (Earnings Upgrade Cycle) และมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าขึ้น
เศรษฐกิจไทย Q2 โตแผ่ว
สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าภาพรวม GDP ในไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) เติบโตแผ่วลงและอยู่ในสภาวะ "โตน้อย YoY ลดลง QoQ" โดยขยายตัวเพียง +1.9% YoY แต่หดตัวลดลง -0.2% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
โครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันหนักใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัว: มีการปรับลดลงทั้งในกลุ่มสินค้าคงทน สินค้าไม่คงทน รวมถึงภาคบริการในหมวดภัตตาคาร โรงแรม และการขนส่ง
- การใช้จ่ายภาครัฐปรับลดลง: เกิดจากการลดลงของการจัดซื้อสินค้าและบริการ การโอนเพื่อสวัสดิการสังคม และค่าตอบแทนแรงงาน
- การลงทุนภาครัฐหดตัว: แม้การลงทุนของรัฐบาลกลางจะขยายตัวได้ดี แต่อัตราการลงทุนในภาพรวมกลับลดลงตามการชะลอตัวของการลงทุนจากฝั่งรัฐวิสาหกิจ
เครื่องยนต์ฝั่งการค้าระหว่างประเทศยังเป็นจุดเด่นที่ขยายตัวอย่างชัดเจน โดยการส่งออกในไตรมาส 2 เติบโตโดดเด่นถึง +12.5% YoY นำโดยอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%), ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%), รถกระบะและรถบรรทุก (+55.8%) และเครื่องจักร (+23.1%)
แต่ในทางกลับกัน มูลค่าการนำเข้าก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน อาทิ ชิ้นส่วนแผงวงจรนำเข้าพุ่งขึ้น +131.8%, แผ่นวงจรพิมพ์ +79.8% และการนำเข้าน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นถึง +117.3% ผลกระทบจากการที่มูลค่านำเข้าเติบโตสูงกว่าส่งออก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส (ขาดดุลทั้งดุลการค้าและดุลบริการ) ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ติดลบ -0.2% QoQ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Technical Recession (เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคจากการติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส) ในช่วงไตรมาสถัดไป
ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3/2569 ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันให้ GDP เติบโตอย่างน้อย +2.2% YoY (ภายใต้สมมติฐาน QoQ เติบโตที่ 0%) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย และประคองให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ +2.3%
กลยุทธ์การลงทุน
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ภาพรวมตลาดเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ข้อมูลจาก CFTC ระบุว่า กลุ่มนักเก็งกำไรได้เร่งตัวทำสถานะขายสุทธิ (Net Short) ในดัชนี NASDAQ100 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.9K สัญญา พุ่งแตะระดับ 42.9K สัญญา (ณ วันที่ 11 ส.ค. 2569) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัวภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่มีการ Net Short สูงสุดของปีนี้
สะท้อนความระมัดระวังต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,630 จุด ซึ่งเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไร
ขณะที่การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างกระจุกตัวอยู่เฉพาะหุ้นบางรายที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรืองบไตรมาส 2 ออกมาดี (เช่น HANA, PLANB, CRC, CK) เท่านั้น บ่งชี้ว่าตลาดยังขาดเสถียรภาพและไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ
คัด 5 หุ้นเด่น
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" คัดเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว เด่นทั้งด้านมูลค่าและโมเมนตัมการเติบโตประจำวัน ได้แก่
1. PTTEP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอบรับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงรุมเร้า (แนวรับ 135.00 บาท / แนวต้าน 141.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 132.25 บาท)
2. CPF แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนตามทิศทางราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลที่จูงใจในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 2% (แนวรับ 22.30 บาท / แนวต้าน 23.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 21.80 บาท)
3. DELTA คาดรายได้ครึ่งปีหลังเติบโตเด่นจากการขยายตัวของกลุ่มยอดขายสินค้า AI และ Data Center ขณะเดียวกัน ราคาหุ้น DELTA ไทยยังมีความน่าสนใจสูงเนื่องจากราคายังตามหลัง หุ้นบริษัทแม่ที่ไต้หวันอยู่ถึง 17% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (แนวรับ 273.00 บาท / แนวต้าน 290.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 254.00 บาท)
4. BABA80 ได้รับผลดีเชิงจิตวิทยาจากยอดดาวน์โหลดโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตระกูล "QWEN" ที่ทะลุระดับ 3 พันล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว (แนวรับ 5.05 บาท / แนวต้าน 5.35 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.85 บาท)
5. ZIJIN80 ได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นสินทรัพย์หลบภัย ท่ามกลางความตึงเครียดของสหรัฐฯและอิหร่านที่แม้จะพอมีสัญญาณผ่อนคลายบ้างในบางขณะ (แนวรับ 15.50 บาท / แนวต้าน 17.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.10 บาท)







