
น้ำตาแชมป์โลก! คูคูเรญ่ายอมแลกทุกสิ่ง เพื่อดูแลลูกออทิสติก
ถอดหมวกแชมป์โลกสู่บทบาทพ่อที่ร้องไห้ทุกวัน มาร์ค คูคูเรญ่า และภรรยา เปิดใจถึงการรับมือและอุทิศชีวิตดูแล "มาเตโอ" ลูกชายวัย 4 ขวบที่เป็นออทิสติก
KEY
POINTS
- มาร์ค คูคูเรญ่า นักฟุตบอลแชมป์โลก เผยเรื่องราวการต่อสู้ในฐานะพ่อของ "มาเตโอ" ลูกชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก
- เขาและคู่ชีวิตทุ่มเทดูแลลูกชายอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยยึดความต้องการของลูกเป็นหลัก
- การตัดสินใจย้ายสโมสรในอาชีพค้าแข้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องฟุตบอล แต่ขึ้นอยู่กับการมีโรงเรียนและศูนย์บำบัดที่ดีสำหรับลูกชายเป็นอันดับแรก
เบื้องหลังรอยยิ้มแชมป์โลก "มาร์ค คูคูเรญ่า" กับความรักความเข้าใจเพื่อลูกชายออทิสติก
นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่บนผืนหญ้า ในฐานะปราการหลังที่พาทีมชาติสเปนผงาดคว้าแชมป์โลก
และการเดินหน้าในเส้นทางอาชีพค้าแข้งระดับท็อป มาร์ค คูคูเรญ่า ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือการเป็น "พ่อ" ที่คอยต่อสู้และทุ่มเทเพื่อ "มาเตโอ" ลูกชายคนโตวัย 4 ขวบที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก
เรื่องราวหลังม่านที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความรักนี้ ถูกเปิดเผยผ่านสารคดีที่เขาและ เคลาเดีย โรดริเกซ คู่ชีวิตของเขา ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวอื่นๆ ที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน
สัญญาณแรกเริ่ม และช่วงเวลาที่ยากลำบาก
จุดเริ่มต้นของการค้นพบ เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตของเคลาเดียตั้งแต่น้องมาเตโออายุได้เพียง 13 เดือน
เธอพบว่าลูกชายมีความแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด มาเตโอไม่สบตา ไม่ขานรับเมื่อถูกเรียกชื่อ และมักจะมีพฤติกรรมสะบัดมือ
ซึ่งในตอนแรกครอบครัวเข้าใจผิดคิดว่าลูกเพียงแค่เต้นตามจังหวะดนตรี นอกจากนี้ มาเตโอยังอยู่ในสภาวะที่ไม่สื่อสารด้วยคำพูด (Non-verbal) ทำให้การสื่อสารในช่วงแรกเต็มไปด้วยอุปสรรค
เคลาเดียเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความสับสนและสิ้นหวังว่า
"เราแทบไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโรงเรียนปกติเลย นั่นคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของพวกเรา ทุกๆ วันที่ไปส่งมาเตโอที่โรงเรียน (ในขณะที่ฉันกำลังตั้งครรภ์ริโอ ลูกคนที่สอง) เราต้องกลับบ้านมานั่งร้องไห้กันทุกวัน"
ทางด้านคูคูเรญ่าเองก็ได้ยอมรับถึงความจริงที่กระแทกใจว่า "เมื่อลูกของคุณเป็นออทิสติก แต่คนเป็นพ่อแม่กลับยังไม่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือต้องเรียนรู้ให้มากที่สุด"
แนวทางการรักษาและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
หลังจากตั้งสติและทำความเข้าใจกับภาวะของลูก คูคูเรญ่าและเคลาเดียเลือกที่จะให้ความสำคัญกับ การแทรกแซงในช่วงต้น (Early Intervention)
พวกเขาตัดสินใจย้ายมาเตโอออกจากระบบโรงเรียนทั่วไป และพาเข้าสู่โรงเรียนเฉพาะทางที่มีโปรแกรมการบำบัดแบบตัวต่อตัว
การเรียนรู้ถูกปรับแต่งให้เข้ากับมาเตโอโดยเฉพาะ โดยเน้นไปที่ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น การเข้าห้องน้ำ และการปรับตัวเข้ากับกิจวัตรประจำวัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ การใช้ชีวิตของครอบครัวคูคูเรญ่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ เด็กออทิสติกมักจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
การเปลี่ยนตารางเวลา เปลี่ยนสถานที่ อาหาร หรือแม้แต่ช่วงวันหยุดยาวที่ไม่ได้ไปโรงเรียนหรือศูนย์บำบัด ล้วนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของมาเตโอ
ทำให้พ่อและแม่ต้องวางแผนชีวิตโดยยึดเอาความสบายใจของลูกเป็นที่ตั้ง "เราต้องคิดถึงมาเตโอตลอดเวลา บางครั้งเราอยากทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ถ้ามันไม่ส่งผลดีต่อลูก เราก็เลือกที่จะไม่ทำ" เคลาเดียกล่าว
อาชีพค้าแข้ง ที่มีอนาคตของลูกเป็นเข็มทิศ
ความทุ่มเทเพื่อลูกชาย ไม่ได้เปลี่ยนแค่วิถีชีวิตประจำวัน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของคูคูเรญ่า ที่ฤดูกาลนี้เขาย้ายมาเล่นให้เรอัล มาดริด ทีมในเมืองหลวงของสเปน
เขาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า การตัดสินใจเลือกสโมสรหรือการย้ายเมืองในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เรื่องของฟุตบอลหรือค่าเหนื่อย
แต่ขึ้นอยู่กับว่า เมืองปลายทางนั้นมีโรงเรียนเฉพาะทางและศูนย์บำบัดออทิสติกที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับมาเตโอหรือไม่
ประสบการณ์ที่ท้าทายนี้ได้หล่อหลอมให้คูคูเรญ่าและเคลาเดียมีความแข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น
การออกมาเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวครั้งนี้ คูคูเรญ่าหวังเพียงว่าเสียงของเขาจะเป็นกระบอกเสียงที่ช่วยให้พ่อแม่คนอื่นๆ ได้หมั่นสังเกตสัญญาณเริ่มแรกของลูกน้อย
เพื่อที่จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาและพัฒนาการได้อย่างทันท่วงที เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าบนสนามเขาจะคว้าถ้วยแชมป์ได้มากมายเพียงใด
แต่รอยยิ้มและพัฒนาการที่ดีของลูกชาย คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง







