posttoday
จีนคลอดกฎหมายใหม่ ห้ามผู้ใช้ตกหลุมรัก AI หวั่นวิกฤตสุขภาพจิต

จีนคลอดกฎหมายใหม่ ห้ามผู้ใช้ตกหลุมรัก AI หวั่นวิกฤตสุขภาพจิต

22 กรกฎาคม 2569

จีนจัดระเบียบ AI คลอดกฎหมายใหม่ ห้ามผู้ใช้งานสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรือตกหลุมแชตบอตรัก AI  ชี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาว 

รัฐบาลจีนประกาศบังคับใช้กฎหมายใหม่ สั่งห้ามประชาชนสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นทางการแล้ว

 

สำนักข่าว The Wall Street Journal (WSJ) รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเร่งออกมาตรการดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาและคลายความกังวล หลังจากพบว่าประชาชนเริ่มมีความผูกพันลึกซึ้งกับเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น

 

กฎระเบียบใหม่ประกาศห้ามแชตบอตประเภทเพื่อนคุย (Companionship) ใช้กลไกที่กระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความยึดติดหรือพึ่งพาทางอารมณ์ พร้อมทั้งห้ามเยาวชนสร้างความสัมพันธ์จำลองกับ AI โดยเด็ดขาด 

 

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนาต้องแจ้งไปยังบุคคลติดต่อฉุกเฉิน (Emergency contact) ทันที หากระบบตรวจพบว่าผู้ใช้งานกำลังเผชิญวิกฤตทางจิตใจหรืออารมณ์

 

แม้มาตรการดังกล่าวอาจดูแปลกที่รัฐเข้ามาบงการความรู้สึกนึกคิด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันมีหลายแพลตฟอร์มที่พยายามกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ AI ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประเด็นนี้จึงกลายเป็นวาระสำคัญที่สังคมต้องเร่งหาทางรับมือ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Meta ที่เปิดตัวแชตบอตหลากหลายรูปแบบให้ผู้ใช้เข้าไปพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดย The Wall Street Journal (WSJ) รายงานว่า Meta ได้ทดสอบฟีเจอร์ "สวมบทบาทคู่รัก" (Romantic role play) เพื่อเป็นจุดขายดึงดูดผู้ใช้งาน 

 

นอกจากนี้ บริษัทอย่าง xAI ยังมีบริการแชตบอตที่สามารถพูดคุยเรื่อง 18+ หรือเนื้อหาล่อแหลมที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงาน (NSFW) ได้ ขณะที่สื่ออย่าง The Conversation ก็ระบุว่า OpenAI เองก็เคยทดลองพัฒนาแชตบอตแนวอีโรติกมาแล้วเช่นกัน

 

เป้าหมายของฝั่งผู้พัฒนานั้นชัดเจน เพราะแชตบอตที่ดึงดูดความสนใจและสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี ย่อมช่วยรั้งให้คนอยากใช้งานแพลตฟอร์มต่อไปนานขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งผู้ใช้งาน ผลกระทบที่จะตามมายังไม่แน่ชัด การที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งปล่อยเครื่องมือเหล่านี้ออกมาให้คนทั่วไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ท่ามกลางสภาพสังคมที่วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Graduate School of Education) นิยามว่า

 

เป็นยุคของ "โรคระบาดแห่งความเหงา" (Epidemic of loneliness) ยิ่งกระตุ้นให้หลายหน่วยงานต้องเร่งทำวิจัยเพิ่มเติม เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบเมื่อมนุษย์เริ่มเกิดความผูกพันกับแชตบอต ก่อนที่ผู้พัฒนาจะเข็นผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ออกสู่ตลาดมากไปกว่าเดิม

 

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นๆยังไม่มีแนวโน้มว่าจะออกมาตรการควบคุมลักษณะนี้ออกมาในเร็ววัน

 

เมื่อดูจากแผนปฏิบัติการด้าน AI ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเห็นว่าเป้าหมายหลักคือ "การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและกฎระเบียบที่เป็นภาระ" เพื่อเปิดทางให้นักพัฒนาต่อยอดโปรเจกต์ได้อย่างเต็มที่ และผลักดันให้สหรัฐฯ ผงาดเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม AI ของโลกอย่างเบ็ดเสร็จ

 

ทิศทางดังกล่าวอาจทำให้ปัญหาชวนกังวลหลายเรื่อง เช่น ความผูกพันเชิงชู้สาวกับ AI รอดพ้นการตรวจสอบ และอาจลุกลามจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรงในอนาคต

 

สถานการณ์เช่นนี้ชวนให้นึกย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย ที่สังคมยังไม่ตระหนักถึงอันตรายจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลก็เพิ่งจะตื่นตัวเข้ามาแก้ไขผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การจำกัดการใช้งานในกลุ่มเยาวชน 

 

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ปัจจุบันเราจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าการใช้งานและคลุกคลีกับ AI อย่างใกล้ชิดจะสร้างผลกระทบอะไรตามมาบ้าง แต่ผลลัพธ์เหล่านั้นจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน และอาจสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในระดับที่เราคาดไม่ถึง

ข่าวล่าสุด

SET ยืนเหนือ 1,650 จุด ไปต่อ หรือ พอแค่นี้ ? ดาโอชี้พระเอก "แบงก์-พลังงาน" เตือน 3 ความเสี่ยงกดตลาด

SET ยืนเหนือ 1,650 จุด ไปต่อ หรือ พอแค่นี้ ? ดาโอชี้พระเอก "แบงก์-พลังงาน" เตือน 3 ความเสี่ยงกดตลาด