
SET ยืนเหนือ 1,650 จุด ไปต่อ หรือ พอแค่นี้ ? ดาโอชี้พระเอก "แบงก์-พลังงาน" เตือน 3 ความเสี่ยงกดตลาด
ตลาดหุ้นไทยเดินทางมาถึงโซนเป้าหมายระยะสั้นที่ 1,650 จุดแล้ว แต่เกมการลงทุนยังไม่จบ! บล.ดาโอมองแรงหนุนจากผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่แข็งแกร่ง การลงทุน AI และเม็ดเงิน FDI จากจีนช่วยประคองดัชนี ชู PTTEP หุ้นเด่นรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จับตาแรงขายต่างชาติ ความผันผวนค่าเงินเยน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันตลาดพลิกผัน
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเดินทางมาถึงโซนเป้าหมายระยะสั้นที่ 1,650 จุดแล้ว แต่เกมการลงทุนยังไม่จบ!
- บล.ดาโอมองแรงหนุนจากผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่แข็งแกร่ง การลงทุน AI และเม็ดเงิน FDI จากจีนช่วยประคองดัชนี
- ชู PTTEP หุ้นเด่นรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จับตาแรงขายต่างชาติ ค่าเงินเยนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22 ก.ค.69 คาดดัชนีฯจะแกว่งตัวในลักษณะ Sideway โดยดัชนีฯ ได้ปรับตัวขึ้นแตะเป้าหมายระยะสั้นที่ 1,650 จุด แต่ประเมินว่าดัชนีฯ ยังมีแรงไปต่อ
บรรยากาศเชิงบวกจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก แม้ว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) อาจชะลอตัวลงบ้างหลังจากมีแรงซื้อติดต่อกันถึง 13 วันทำการ
นอกจากนี้ยังคงต้องระมัดระวังความผันผวนจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ
ปัจจัยในประเทศ
• งบกลุ่มธนาคารไตรมาส 2/26 แข็งแกร่ง : กำไรของกลุ่มแตะ 5.5 หมื่นล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมโดดเด่น โดยเฉพาะธุรกิจ Wealth Management นำโดย KKP ที่กำไรเติบโตเด่น ขณะที่ KBANK และ TTB มีผลดำเนินงานที่มั่นคงและมีนโยบายปันผลที่จูงใจ (High Yield / High Payout)
• ไทย-จีนเร่งผลักดัน 15 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติ: นายกฯ สั่งขับเคลื่อนข้อตกลงครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน AI และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเรายังให้ความสนใจกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและจีน ได้แก่ ADVANC, TRUE*, INSET*, AMATA*, WHA*, GULF*, GPSC, DELTA*, HANA*, KCE
• คลังลุย TISA และดึงบริษัทต่างชาติเข้าตลาด: รมว.คลัง เตรียมผลักดันโครงการบัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) ใน ก.ย. นี้ พร้อมเผยมีบริษัทเทคฯ และรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน 2 ราย สนใจร่วมโครงการ BOI to IPO
• ต่างชาติซื้อหุ้นไทยทำสถิติต่อเนื่อง: นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิติดต่อกัน 13 วัน รวมกว่า 1.36 พันล้านดอลลาร์ (ก่อนสลับขายเล็กน้อยวานนี้) หนุนโดยเสถียรภาพการเมืองและโอกาสการลงทุน AI ในอาเซียนที่ไทยมีสภาพคล่องสูง
• BIG LOT ดันตลาด: วานนี้พบรายการซื้อขายกระดานใหญ่ หุ้น STECON มีมูลค่าสูงสุด 29.10 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 19.40 บาท/หุ้น สะท้อนแรงเก็งกำไรในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
ปัจจัยต่างประเทศ
• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคฯ ทั่วโลกฟื้นตัว: ดัชนีหลักและหุ้นกลุ่มชิป (Nvidia, TSMC, Samsung) กลับมาบวกแรง หลังนักลงทุนสลับกลับมาซื้อหุ้น AI ในราคาที่ถูกลง (Dip buying) จากที่ถูกเทขายหนักในสัปดาห์ก่อน
• สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ: การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเข้าสู่วันที่ 10 ขณะที่ฮูตีขู่โจมตีเรือในทะเลแดง Goldman คาดราคาน้ำมัน Brent อาจทะลุ $120 หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น
• จีนงัดมาตรการอุ้มตลาดหุ้น: กองทุนแห่งชาติจีน (National Team) เข้าซื้อ ETF หุ้นเทคโนโลยี (STAR 50) มูลค่ากว่า 1.38 หมื่นล้านหยวน หวังเรียกความเชื่อมั่นและพยุงตลาดจากแรงเทขาย
• สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีแคนาดา: ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี 50% สำหรับสินค้านำเข้าจากแคนาดาบางรายการ (เช่น นม, อุปกรณ์ฮอกกี้) ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่
เจาะลึกข้อมูลผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (Strategic Analysis)
• ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน: ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและ Spread ปิโตรเคมีขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) แต่จะเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก
• ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและ Carry Trade: เงินเยนที่อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี หนุนพฤติกรรมกู้เงินเยนไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง (Carry Trade) หากทางการญี่ปุ่นแทรกแซงกะทันหัน อาจทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก (Unwinding) อย่างฉับพลัน
• วัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่: การเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทำให้เกิดกระแสเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) ซึ่งเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าของไทย
Fund Flow และตลาดการเงิน
• ตลาดหุ้น (SET+MAI): มูลค่าการซื้อขายรวม 97,960.99 ล้านบาท และ ต่างชาติขายสุทธิ 467.52 ล้านบาท
• ตลาดตราสารหนี้: มูลค่าการซื้อขายรวม 120,879 ล้านบาท และ ต่างชาติขายสุทธิ 655 ล้านบาท
• ค่าเงินบาท: ปิด 33.63 บาท/ดอลลาร์
กลยุทธ์การลงทุน
• ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลก ยังอิงกับการขึ้น-ลง ของหุ้น Tech แบบรายวัน รวมไปถึง สถานการณ์รายวันของสงครามทั้ง 2 ภูมิภาค (ตะวันออกกลางและ รัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งเป็นความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อภาพรวมของการลงทุนในตลาดโลก
ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนีฯ ก็เข้ามาอยู่ในโซนเป้าหมาย(สูงสุด) ในรอบนี้ของเราแล้ว คือ 1,630-1,650 จุด
• กลยุทธ์ลงทุน : แม้ Fund Flow จะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่การที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยสามารถโชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะเป็นแกนหลักในการประคองดัชนี
แนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" ให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (ปันผลสูง, งบสวย), กลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ได้ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นตามภูมิรัฐศาสตร์ และกลุ่มรับเหมาฯ-นิคมอุตสาหกรรมที่ได้แรงหนุนจากปัจจัยการขับเคลื่อนของภาครัฐ
• คาดสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านจะยังร้อนแรงไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้หุ้นกลุ่มน้ำมัน (ผู้ผลิต) ยังได้อานิสงส์ ต่อไปอีก หุ้นเด่นๆ ในเรื่องนี้หนีไม่พ้น PTTEP
• พอร์ตหุ้นแนะนำ: คงหุ้นเดิมไว้ทั้งหมด หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย MTC* (10%), OR (10%), WHA* (10%), TOP (10%), GULF* (10%), HMPRO (10%), TRUE* (10%), CRC (10%), PTTEP (10%), PTT* (10%)







