
ป.ป.ช. แจงปมปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหา คดีโกงสอบท้องถิ่น ยันทำตามกฎหมาย
ป.ป.ช. แจงปมปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหา คดีโกงสอบท้องถิ่น ยันทำตามกฎหมาย เผยไต่สวนพบเครือข่ายนายหน้า 110 สาย เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย คาดพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเสร็จต้น พ.ย.นี้
สำนักงาน ป.ป.ช. ยืนยันเดินหน้าไต่สวนคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เผยพบพฤติการณ์แก้ไขคะแนนสอบ เรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ พบเครือข่ายนายหน้า 110 สาย เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย คาดพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเสร็จต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
12 ต.ค.2569 เวลา 13.30 น. นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงชี้แจงกรณีผู้ถูกกล่าวหา 3 ราย ในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ได้รับการปล่อยตัวภายหลังครบกำหนดระยะเวลาฝากขัง 84 วัน ตามที่ปรากฏในสื่อมวลชน
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ภายหลังได้รับมอบเรื่องกล่าวหาดังกล่าวจากพนักงานสอบสวนเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน สำนักงาน ป.ป.ช. มิได้นิ่งนอนใจ และยังคงมุ่งมั่นดำเนินคดีด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด
ชี้ปล่อยตัวตามกรอบกฎหมาย หลังครบกำหนดฝากขัง 84 วัน
สำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจหลักในการดำเนินคดีทุจริตทุกประเภท ทั้งกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือมีผู้กล่าวหาต่อสำนักงาน ป.ป.ช. โดยตรง รวมถึงกรณีที่หน่วยงานอื่นได้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือเรื่องร้องเรียน แล้วส่งเรื่องมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ
สำหรับคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมผู้ถูกกล่าวหา 3 ราย รวมถึงขออำนาจศาลฝากขังผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เมื่อพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า การดำเนินคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นกระบวนการเฉพาะที่ใช้ระบบไต่สวน และต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ โดยการใช้อำนาจต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
ทั้งในคดีอาญาทั่วไปและคดีอาญาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. การเริ่มนับระยะเวลาการขังผู้ถูกกล่าวหาต้องเริ่มนับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง และเมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาที่ศาลสั่ง ภายใต้กรอบเวลาสูงสุดไม่เกิน 84 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 จะต้องปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาเมื่อครบกำหนดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคสอง กำหนดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า การปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายเป็นการคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ให้บุคคลใดได้รับความเดือดร้อนเกินจำเป็นตามที่กฎหมายกำหนด
พร้อมระบุว่า หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินคดีโดยไม่รัดกุมรอบคอบ ไม่พิจารณาถึงตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง และด่วนสรุปสำนวน อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี และอาจส่งผลให้ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นตัวการสำคัญมาดำเนินคดีได้
ย้ำคดีทุจริตเป็นขบวนการ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานรอบด้าน
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุเพิ่มเติมว่า คดีอาญาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะคดีทุจริตที่มีการกระทำความผิดเป็นขบวนการและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีความสลับซับซ้อนกว่าคดีอาญาทั่วไป การดำเนินคดีจึงต้องอาศัยความรอบคอบรัดกุม รวมถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแวดล้อม เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น ทั้งในทางที่เป็นคุณและเป็นโทษต่อผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะมูลเหตุจูงใจและเจตนาในการกระทำความผิด
แม้จะครบกำหนดระยะเวลาฝากขัง 84 วันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนคดีต่อไปตามระยะเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนด ภายใต้อายุความการดำเนินคดี
เปิดช่องทางขอศาลออกหมายจับ หากมีเหตุเชื่อว่าจะหลบหนี
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเครื่องมือสำคัญในการควบคุมผู้ถูกไต่สวนมิให้หลบหนี หากปรากฏหลักฐานตามสมควรระหว่างการไต่สวนว่าผู้ถูกกล่าวหาน่าจะกระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
นอกจากนี้ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดทางอาญาแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือเมื่อได้รับแจ้งให้มาศาลในวันฟ้องคดีแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ก็เป็นเหตุให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายได้
ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 39 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66
สำนักงาน ป.ป.ช. ยังระบุว่า หากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล ระยะเวลาที่หลบหนีจะไม่ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หรือที่เรียกว่าอายุความสะดุดหยุดลง จึงไม่ทำให้คดีขาดอายุความ
นอกจากนี้ หากมีกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี สำนักงาน ป.ป.ช. ยังมีมาตรการป้องกัน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจตราการลักลอบหลบหนีเข้าออกระหว่างประเทศ
ไต่สวนพบแก้ไขคะแนนสอบ-เรียกรับเงิน เครือข่ายนายหน้า 110 สาย
สำหรับความคืบหน้าคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากการไต่สวนพบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน โดยพบว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ และเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568
จากการไต่สวนพยานบุคคลและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขันกว่า 1,000 ราย ทำให้พบกลุ่มเครือข่ายนายหน้าที่ทำหน้าที่ประสานงาน ติดต่อ และเรียกรับเงิน จำนวน 110 สาย ส่งผลให้ทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบจำนวนกว่า 6,000 ราย
นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสืบสวนธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้ว
ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายใดและในข้อกล่าวหาใดบ้าง โดยคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569







