
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI กระทบแรงงานระดับกลาง เสี่ยงเกิด K-Shape
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI กระทบแรงงานระดับกลางเสี่ยงตกงาน หวั่นเกิดเศรษฐกิจ K-Shape จี้รัฐเร่งคุ้มครองเด็กจบใหม่ ผ่าตัดระบบอุดมศึกษา พร้อมชู 3 โอกาสใหม่
KEY
POINTS
- ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า AI จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "แรงงานระดับกลาง" ซึ่งแตกต่างจากระบบอัตโนมัติในอดีตที่กระทบแรงงานระดับล่างเป็นหลัก
- ผลกระทบดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจและกำลังแรงงานแบบ K-shape ที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง
- เสนอทางออกเชิงนโยบายให้ภาครัฐคุ้มครองการจ้างงานของเด็กจบใหม่ และปฏิรูประบบอุดมศึกษาให้เน้นการเรียนรู้เชิงประยุกต์และการฝึกงานจริงมากขึ้น
การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในวันที่ 12 ต.ค.2569 ซึ่งเป็นวันแรก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
สำหรับหัวข้อ World Bank Group Flagship, Small AI, More and Better Jobs นำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group), คริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ทาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์
ทาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ World Bank Group Flagship, Small AI, More and Better Jobs แสดงทัศนะ โดยเตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ซึ่งลำพังการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอต่อการสร้างงานที่ดีได้อีกต่อไป
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ระบุว่า หากในอดีตระบบอัตโนมัติ (Automation) เคยส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับล่างในภาคการผลิต การมาถึงของ AI ในรอบนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “แรงงานระดับกลาง” ในวงกว้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจและกำลังแรงงานแบบ K-shape ที่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง หากภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เร่งปรับตัว
ชี้ 3 โอกาสเศรษฐกิจใหม่ แม้ถูก AI คุกคาม
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มองว่า โลกยังคงมีโอกาสเชิงบวกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นย้ำถึง 3 โอกาสสำคัญ ได้แก่
1. ภาคการผลิต ยังไม่ควรยอมแพ้ เพราะประเทศกำลังพัฒนาที่มีต้นทุนแข่งขันได้ เช่น เวียดนาม และหลายรัฐในอินเดีย ยังคงเป็นฐานการผลิตและการส่งออกที่สำคัญได้หากได้รับนโยบายสนับสนุนที่ดี
2. พลังงานสีเขียว (Green Energy) เป็นทั้งปัจจัยรองรับความต้องการพลังงานของ AI และยังเป็นตัวทวีคูณการจ้างงาน เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่า ต่อเงินลงทุนที่เท่ากัน
3. ภาคการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ประเทศกำลังพัฒนายังมีช่องว่างในการพัฒนาด้านสาธารณสุขอีกมาก การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลจะช่วยสร้างงานจำนวนมหาศาลที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย
นอกจากนี้ AI จะทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “พนักงาน” กับ “ผู้ประกอบการ” เบลอลง เปิดทางให้เกิด “บริษัทที่มีพนักงานคนเดียว” ที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งภาครัฐควรส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนกลุ่มผู้เล่นรายย่อยเหล่านี้
จี้รัฐเร่งอุ้มแรงงานขั้นแรกเด็กจบใหม่-ผ่าตัดใหญ่ระบบอุดมศึกษา
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ได้เสนอทางออกเชิงนโยบายใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การคุ้มครอง “แรงงานขั้นแรก” ในการทำงาน ปัจจุบันความต้องการจ้างงานขั้นแรกของเด็กจบใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างร่วมกับภาคเอกชนเพื่ออุดหนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่สูญเสียทักษะและความเชื่อมั่นในอนาคต
- ปฏิรูประบบการศึกษา ชี้ว่าวุฒิการศึกษากำลังมีความสำคัญลดลงในตลาดแรงงาน (Wage Premium ลดลง) ระบบอุดมศึกษาจึงต้องปรับลดการเรียนแบบวิชาการบริสุทธิ์ แล้วหันไปเน้นการศึกษาเชิงประยุกต์ การฝึกงานจริง และระบบการศึกษาคู่ขนาน ร่วมกับภาคธุรกิจ
“ในอนาคตที่คลุมเครือ นักวางแผนการศึกษาต้องมีความถ่อมตน อย่ายึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัว เพราะความคล่องตัว (Agility) คือหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อก้าวให้ทัน AI”







