
ผ่า Thai PBS เงินภาษี 5 พันล้าน สตง.พบปม 230 ล้าน จี้ใครได้ประโยชน์?
สตง. ตรวจงบ Thai PBS กว่า 5,094 ล้านบาท พบข้อบกพร่อง 230.20 ล้านบาท ทั้งจัดซื้อรายการและค่าตอบแทนไร้หลักเกณฑ์ ขณะองค์กรเร่งปฏิรูป ท่ามกลางคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS กำลังเผชิญคำถามสำคัญเกี่ยวกับธรรมาภิบาลอย่างหนัก หลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบประมาณช่วงปี 2565–2568 รวมกว่า 5,094 ล้านบาท และพบข้อบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายค่าตอบแทน รวมมูลค่า 230.20 ล้านบาท
ประเด็นนี้ทำให้การตรวจสอบ Thai PBS ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงข้อถกเถียงเรื่องการรักษาความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง แต่ต้องย้อนกลับมาพิจารณาการบริหารเงินขององค์กรเองด้วยว่า ระบบควบคุมภายในมีประสิทธิภาพเพียงใด เหตุใดการจ่ายเงินบางประเภทจึงไม่มีหลักเกณฑ์รองรับอย่างชัดเจน และผู้บริหารมีมาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำอย่างไร
ยิ่งเมื่อ Thai PBS ได้รับเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” ปีละประมาณ 1,900–2,000 ล้านบาท โดยมีเพดานรายได้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ความรับผิดชอบต่อการใช้เงินจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่องค์กรต้องพิสูจน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่อาศัยเพียงสถานะของการเป็นสื่อสาธารณะมาเป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือ
เปิดผลตรวจ 230 ล้านบาท จุดไหนต้องชี้แจง
ผลการตรวจสอบของ สตง. แบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งมีลักษณะข้อบกพร่องแตกต่างกัน และควรได้รับคำชี้แจงอย่างชัดเจน
ส่วนแรก คือค่าใช้จ่ายในการจ้างผลิตรายการข่าว 15.84 ล้านบาท ซึ่ง สตง. ระบุว่าการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค)
ส่วนที่สอง คือค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และแขกรับเชิญในช่วงปี 2566–2568 รวม 214.36 ล้านบาท โดยพบว่ามีการเบิกจ่ายโดยไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์กำหนดอัตราค่าตอบแทนรองรับอย่างชัดเจน
ตัวเลขส่วนที่สองมีมูลค่าสูงกว่าประเด็นการจัดซื้อรายการอย่างมาก จึงเกิดคำถามว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว Thai PBS ใช้เกณฑ์ใดพิจารณาค่าตอบแทน ใครเป็นผู้อนุมัติ และมีการประเมินความเหมาะสมของอัตราจ่ายอย่างไร หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้บริหารจะยืนยันความเป็นธรรมและความคุ้มค่าของการใช้เงินได้ด้วยวิธีใด
อย่างไรก็ตาม มูลค่า 230.20 ล้านบาทเป็นยอดรายการที่เกี่ยวข้องกับข้อบกพร่องจากการตรวจสอบ ไม่ควรนำไปสรุปว่าเป็นเงินทุจริตหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะข้อมูลผลตรวจที่นำเสนอระบุว่ายังไม่ปรากฏพฤติการณ์ทุจริตคอร์รัปชันในประเด็นดังกล่าว
แต่การที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องทุจริต ไม่ได้ทำให้ข้อบกพร่องด้านระเบียบและการควบคุมการใช้เงินหมดความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเงินที่มาจากกลไกจัดเก็บภาษีเพื่อสนับสนุนภารกิจสาธารณะ
จ้างบริษัทผลิตรายการ ใครกำหนดราคาและตรวจความคุ้มค่า
หนึ่งในกรณีที่ถูกจับตาคือการว่าจ้างบริษัท อัลคา ลิงค์ จำกัด ซึ่งมี น.ส.กรุณา บัวคำศรี ถือหุ้น 45% โดยมีการทำสัญญาจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง 9 สัญญา รวม 28.06 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรายการ “Flashpoint จุดร้อนโลก” ซึ่งมีค่าจ้างตอนละ 230,000 บาท และการดำเนินรายการ “ตอบโจทย์”
นอกจากนี้ ยังมีการจัดจ้างบริษัทสื่อรายอื่นที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรในแวดวงข่าว ได้แก่ บริษัท กาแฟดำ จำกัด จำนวน 27 โครงการ มูลค่า 26.23 ล้านบาท และบริษัท คน คม คิด จำกัด จำนวน 4 สัญญา มูลค่า 2.2 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าการจัดจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกสัญญา แต่เป็นรายการที่สังคมควรได้รับข้อมูลเพียงพอในการประเมินว่า การใช้วิธีเฉพาะเจาะจงมีเหตุผลรองรับอย่างไร ราคาจ้างผ่านการเปรียบเทียบกับต้นทุนหรือราคาตลาดหรือไม่ และมีการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
น.ส.กรุณาได้ชี้แจงถึงความคุ้มค่าของการผลิตรายการ โดยเปรียบเทียบกับต้นทุนด้านลิขสิทธิ์และการทำข่าวต่างประเทศ ขณะที่ฝ่ายบริหาร Thai PBS ระบุว่าการจัดจ้างดำเนินการผ่านระบบ e-GP และมีการผลิตรายการออกอากาศจริง
อย่างไรก็ตาม การมีผลงานส่งมอบและการดำเนินการผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสอบ ยังต้องพิจารณาด้วยว่ากระบวนการจัดจ้างเป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุผลในการเลือกวิธีจัดจ้าง และมีหลักฐานยืนยันความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไปหรือไม่
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ Thai PBS จะเปิดเผยข้อมูลประกอบการจัดจ้างได้มากน้อยเพียงใด ตั้งแต่เหตุผลในการเลือกผู้รับจ้าง ราคากลางหรือเกณฑ์ประเมินราคา ผู้มีอำนาจอนุมัติ ไปจนถึงผลการประเมินงานหลังส่งมอบ เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้จากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงคำยืนยันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สั่งดำเนินการทางวินัยแล้ว แต่ความรับผิดชอบต้องไปถึงไหน
ตามข้อมูลที่เปิดเผย สตง. ได้ดำเนินการด้านวินัยกับผู้บริหารและพนักงานรวม 10 ราย และดำเนินการตามสัญญาจ้างกับนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
ขั้นตอนต่อไปที่สังคมควรติดตามคือ การดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมข้อบกพร่องใดบ้าง มีการกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่อย่างไร และองค์กรจะปรับปรุงระบบควบคุมภายในให้ป้องกันปัญหาเดิมได้จริงหรือไม่
การดำเนินการทางวินัยเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ หากต้นเหตุอยู่ที่การไม่มีระเบียบกำหนดค่าตอบแทน การอนุมัติที่ขาดขั้นตอน หรือระบบกำกับดูแลที่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น การแก้ไขต้องครอบคลุมทั้งผู้รับผิดชอบและระบบที่เปิดช่องให้เกิดข้อบกพร่อง
ในอีกด้านหนึ่ง Thai PBS ได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบ และระบุว่ามีการดำเนินการผ่านระบบ e-GP พร้อมมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลที่รั่วไหล ประเด็นเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการที่เหมาะสม โดยต้องแยกเรื่องการคุ้มครองข้อมูลออกจากสาระของข้อบกพร่องด้านงบประมาณ เพื่อไม่ให้ข้อถกเถียงเรื่องหนึ่งกลบคำถามอีกเรื่องหนึ่ง
เงินภาษีเกือบ 2,000 ล้านบาท เหตุใดเคยขาดดุล 4 ปี
ข้อกังวลด้านธรรมาภิบาลเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามเรื่องประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กร
ข้อมูลผลการดำเนินงานที่นำเสนอระบุว่า Thai PBS ขาดดุลงบประมาณสุทธิติดต่อกันในช่วงปี 2564–2567 โดยขาดดุลตั้งแต่ 155 ล้านบาท ไปจนถึงสูงสุด 275 ล้านบาทต่อปี แม้มีรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การปีละเกือบ 2,000 ล้านบาท
ในปีงบประมาณ 2568 องค์กรกลับมามีกำไรสุทธิ 69.05 ล้านบาท โดยต้นทุนการผลิตและจัดหารายการลดจาก 1,085 ล้านบาทในปี 2564 เหลือ 858.36 ล้านบาทในปี 2568 ขณะเดียวกัน ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายก็ลดลง
การกลับมามีกำไรเป็นพัฒนาการที่ควรพิจารณา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าองค์กรมีประสิทธิภาพดีขึ้นในทุกด้าน เพราะการประเมินต้องดูทั้งต้นทุนต่อผลงาน คุณภาพรายการ ผลลัพธ์ต่อผู้ชม และความสามารถในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สาธารณะสูงสุด
คำถามที่ควรได้รับคำตอบคือ การลดต้นทุนเกิดจากการปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น หรือเกิดจากปัจจัยทางบัญชีและการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายเป็นหลัก รวมถึงการลดต้นทุนดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพข่าวและเนื้อหาที่ประชาชนได้รับหรือไม่
แผนปฏิรูป 3 ปี ต้องวัดผลได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนระบบ
นายวันชัยเสนอแผนปฏิรูป Thai PBS ในช่วงปี 2570–2572 โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่การปรับกระบวนการทำงานและตรวจสอบโครงสร้างบุคลากร ไปจนถึงการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากร การจัดการคลังเนื้อหา และแพลตฟอร์มดิจิทัล
ระยะแรก ระหว่างเดือนตุลาคม 2569 ถึงมีนาคม 2570 เน้นการปรับกระบวนการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ตรวจสอบกำลังคน ทดลองใช้ AI ใน 10 กระบวนการ และเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ
ระยะที่สอง ระหว่างเดือนเมษายน 2570 ถึงมีนาคม 2571 จะขยายระบบ One Content Workflow ระบบ ERP คลังข้อมูล One Archive และ AI Platform ส่วนระยะที่สาม ระหว่างเดือนเมษายน 2571 ถึงกันยายน 2572 มุ่งสร้างองค์กรที่คล่องตัว เชื่อมโยงระบบออกอากาศและบริหารจัดการสื่อ พร้อมผลักดัน VIPA ให้เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังต้องพิสูจน์ว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่ถูกตรวจพบได้เพียงใด โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์ค่าตอบแทน การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติค่าใช้จ่าย และการตรวจสอบภายใน
สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงการนำระบบดิจิทัลหรือ AI มาใช้ แต่รวมถึงการประกาศเกณฑ์ประเมินผลที่ชัดเจน เช่น ระยะเวลาจัดซื้อจัดจ้างที่ลดลง จำนวนข้อบกพร่องที่ตรวจพบซ้ำ การเปิดเผยข้อมูลสัญญา และผลการประเมินความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ
หากแผนปฏิรูปไม่มีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ หรือไม่เปิดเผยความคืบหน้าต่อสาธารณะ ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียงการปรับโครงสร้างองค์กร โดยไม่แตะปัญหาหลักด้านความรับผิดชอบในการใช้เงิน
ภาษีบาปไม่ใช่เกราะคุ้มกันการตรวจสอบ
ข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ Thai PBS ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปียังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งด้านวินัยการคลังและความเป็นอิสระของสื่อ แต่ข้อบกพร่องจากการตรวจสอบภายในก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลโดยอัตโนมัติในการตัดสินว่าระบบเงินทุนเดิมควรถูกยกเลิก
ในทางกลับกัน การอ้างความเป็นอิสระจากการเมืองก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเงินสาธารณะได้เช่นกัน
สิ่งที่ Thai PBS ต้องตอบให้ชัดมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
หนึ่ง จะชี้แจงข้อบกพร่องด้านงบประมาณและกำหนดความรับผิดชอบอย่างไร
สอง จะปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายให้มีหลักเกณฑ์ตรวจสอบได้อย่างไร
และสาม จะเปิดเผยผลการปฏิรูปให้ประชาชนติดตามได้ด้วยตัวชี้วัดใด
ท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของสื่อสาธารณะไม่ได้เกิดจากการมีแหล่งเงินทุนที่เป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการแสดงให้เห็นว่าองค์กรใช้อำนาจและทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
สำหรับ Thai PBS บททดสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษารายได้จากภาษีบาป หรือการเดินหน้าแผนปฏิรูป 3 ปี แต่คือการพิสูจน์ว่าองค์กรที่ได้รับเงินจากประชาชนสามารถเปิดเผยข้อเท็จจริง ยอมรับการตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่องได้จริงเพียงใด เพราะเมื่อเงินทุนมาจากสาธารณะ ความโปร่งใสก็ต้องเป็นมาตรฐานที่สาธารณะตรวจสอบได้เช่นกัน







