
ศาลสั่งกรมประมงแก้ปลาหมอคางดำ จี้ประกาศสมุทรสงครามเขตภัยพิบัติ
ศาลปกครองกลางชี้กรมประมงละเลยหน้าที่ สั่งเร่งกำจัดปลาหมอคางดำและฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมเปิดทางใช้งบภัยพิบัติเยียวยาชาวสมุทรสงคราม
KEY
POINTS
- ศาลชี้กรมประมงไม่ตรวจสอบการวิจัย หลังอนุญาตให้นำเข้าปลาเมื่อปี 2553
- สั่งกรมประมงควบคุมการระบาดและฟื้นฟูระบบนิเวศภายใน 180 วัน
- ให้พิจารณาประกาศพื้นที่ 3 อำเภอในสมุทรสงคราม เพื่อช่วยผู้เสียหายจริงภายใน 90 วัน
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ในคดีที่นายณัฐพร หลักแหลม กับพวกรวม 54 คน ฟ้องกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร้องสอดในคดี
ศาลวินิจฉัยว่า กรมประมงและอธิบดีกรมประมงละเลยต่อหน้าที่ตั้งแต่ขั้นตอนหลังอนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำปลาหมอสีคางดำเข้าประเทศเพื่อศึกษาวิจัย ตามใบอนุญาตลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 เนื่องจากไม่ได้ควบคุมหรือตรวจสอบว่า การศึกษาวิจัยเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำเข้าหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น
แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่าการแพร่ระบาดในช่วงปี 2555–2559 เกิดจากการกระทำของผู้ร้องสอดหรือไม่ แต่ศาลเห็นว่า กรมประมงและอธิบดีกรมประมงยังมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ปัญหา โดยต้องดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าการแพร่ระบาดจะสิ้นสุดและระบบนิเวศกลับสู่ภาวะสมดุล
ศาลจึงสั่งให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับการแพร่ระบาดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาปลาหมอสีคางดำ พ.ศ. 2567–2570 รวมถึงใช้มาตรการอื่นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอ ทั้งหมดต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
ส่วนมาตรการช่วยเหลือประชาชน ศาลเห็นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เพราะแม้หน่วยงานส่วนกลางจะแจ้งหลักเกณฑ์การประกาศภัยพิบัติและการช่วยเหลือแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
ศาลจึงสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พิจารณาประกาศพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อชดเชยและช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน เฉพาะผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าได้รับความเสียหายจริงตามระเบียบกระทรวงการคลัง ภายใน 90 วันนับแต่คดีถึงที่สุด
สำหรับคำขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากผู้ร้องสอดและผู้เกี่ยวข้อง ศาลยกคำขอ เพราะไม่ใช่มาตรการที่เยียวยาความเสียหายของผู้ฟ้องโดยตรง จึงเห็นว่าผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องในประเด็นนี้ พร้อมยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3, 4, 7–16 และ 18 รวมถึงคำขออื่นนอกเหนือจากคำพิพากษาข้างต้น
ด้านนายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า พอใจกับคำพิพากษาในระดับหนึ่ง แต่เห็นว่ามาตรการเยียวยาควรครอบคลุมจังหวัดอื่นด้วย เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจะหารือถึงแนวทางอุทธรณ์ เพื่อผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศและช่วยเกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพตามปกติ
นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปกครอง สภาทนายความ ระบุว่า คำพิพากษายังไม่มีผลบังคับทันที เพราะเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน
ขณะเดียวกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่าจะรับคดีแบบกลุ่มที่เกษตรกรกว่า 1,000 คน เรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชนและกรรมการรวม 9 ราย เป็นเงินกว่า 2,000 ล้านบาทหรือไม่ หลังคู่ความยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งรับคดีของศาลชั้นต้น







