
จีนเทาย้ายฐานกบดาน! "ศรีลังกา" สวรรค์แห่งใหม่สแกมเมอร์ข้ามชาติ
ศรีลังกากำลังกลายเป็นฮับใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หลังการกวาดล้างอย่างหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บีบให้ แก๊งมิจฉาชีพชาวจีน ต้องย้ายฐานปฏิบัติการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนภัยว่า ขณะนี้ศรีลังกากำลังกลายเป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่ของแก๊งมิจฉาชีพชาวจีนและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สาเหตุหลักมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาอย่างหนักหน่วง ทำให้บรรดามิจฉาชีพต้องเร่งย้ายฐานปฏิบัติการหลอกลวงออกนอกพื้นที่
โฆษกตำรวจศรีลังกา เปิดเผยว่า สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีของศรีลังกาพุ่งสูงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต กลุ่มผู้กระทำผิดมักแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว ก่อนลักลอบตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก
ตั้งแต่ต้นปี 2567 ตำรวจศรีลังกาบุกทลายแหล่งกบดานของมิจฉาชีพไปแล้วกว่าสิบครั้ง พร้อมทั้งจับกุมและเนรเทศชาวต่างชาติที่ร่วมขบวนการไปเกือบ 700 คน
ปฏิบัติการทลายฐานปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงโคลัมโบ
สำหรับปฏิบัติการบุกค้นครั้งล่าสุดในกรุงโคลัมโบ เจ้าหน้าที่รวบตัวชาวจีนได้ 18 คน และชาวลาวอีก 1 คน ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมิจฉาชีพทิ้งเอกสารปลอมไว้เกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองทางกฎหมายปลอม เอกสารแอบอ้างกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงใบจดทะเบียนบริษัทเถื่อนที่ปั้นตัวเลขมูลค่าบริษัทสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจ้าหน้าที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CID) ชุดปฏิบัติการบุกค้น ระบุว่า สามารถยึดหนังสือเดินทางได้ถึง 62 เล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพาสปอร์ตของชาวจีน
"เจ้าหน้าที่ยึดของกลางได้หลายรายการ ทั้งโทรศัพท์ แล็ปท็อป แฟลชไดรฟ์ แรม ซีพียู ตรายางปลอมแปลงเอกสาร และเอกสารเถื่อนอีกนับไม่ถ้วน เราเจอแม้กระทั่งใบรับรองปลอมใส่กรอบแขวนผนังอย่างหรูหรา เพื่อใช้ตบตาเหยื่อว่าบริษัทนี้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในสหรัฐฯ" เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกล่าวเสริม
แม้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมและขับออกนอกประเทศศรีลังกาในปีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน แต่ตำรวจยังพบว่ามีชาวเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมียนมา เข้ามาร่วมขบวนการด้วย โดยทั้งหมดใช้ช่องโหว่เดินทางเข้าศรีลังกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
จากอาเซียนสู่จุดหมายใหม่ของขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์
ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจสีเทาและอุตสาหกรรมการหลอกลวงข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขบวนการเหล่านี้มีแก๊งชาวจีนเป็นผู้บงการหลัก และใช้แรงงานมนุษย์หลักแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน
ในอดีต ฐานปฏิบัติการเหล่านี้มักฝังรากลึกอยู่ในกัมพูชาและเมียนมา เพื่อดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกให้รัก (Romance Scams) ฉ้อโกงคริปโทเคอร์เรนซี พนันออนไลน์ ไปจนถึงการฟอกเงินระดับโลก
ทางการสหรัฐฯ ประเมินว่าเฉพาะปี 2567 อาชญากรไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กวาดเงินจากชาวอเมริกันไปแล้วทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลหลายประเทศในอาเซียนเผชิญแรงกดดันและเร่งยกระดับมาตรการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ บรรดาเครือข่ายทุนจีนสีเทาจึงต้องดิ้นรนหาแหล่งกบดานแห่งใหม่
ทำไมจีนเทาจึงเลือกศรีลังกาเป็นฐานปฏิบัติการ?
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ศรีลังกากำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของกลุ่มมิจฉาชีพ เนื่องจากมีช่องโหว่ในขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าสำหรับกลุ่มพนักงานที่ทำงานทางไกล (Digital Nomad) ซึ่งสามารถขออนุมัติได้ง่ายดาย
นอกจากนี้ กฎหมายควบคุมการใช้ซิมการ์ดและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังค่อนข้างหละหลวม ประกอบกับมีอาคารสำนักงานและโรงแรมราคาถูกเปิดให้เช่าเป็นจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่กลุ่มทุนจากจีนเข้าไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและดำเนินธุรกิจในศรีลังกาอย่างกว้างขวาง ทำให้การเดินทางเข้าประเทศของชาวจีนจำนวนมากไม่เป็นที่ผิดสังเกต ขณะเดียวกัน ศรีลังกายังเพิ่งผ่อนปรนกฎหมายควบคุมการพนันและเกมออนไลน์
อีกทั้งกลไกการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ก็ยังมีข้อจำกัด ทำให้เมื่อมีการจับกุม ทางการมักดำเนินการเพียงผลักดันผู้กระทำผิดออกนอกประเทศ แทนที่จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับโทษทางกฎหมาย
มาร์ก โบ (Mark Bo) นักวิจัยด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ และผู้เขียนหนังสือเจาะลึกเครือข่ายหลอกลวงในภูมิภาคอาเซียน (Scam: Inside Southeast Asia’s Cybercrime Compounds) เปิดเผยว่า เขาพบแนวโน้มดังกล่าวมาตั้งแต่สองปีที่แล้ว เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับศรีลังกาผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) รวมถึงใช้เป็นช่องทางโพสต์ประกาศรับสมัครงาน
"หลังจากทางการกัมพูชาเปิดปฏิบัติการปราบปรามอย่างหนัก ผมพบข้อความในเทเลแกรมจำนวนมากที่ระบุถึงการย้ายฐานปฏิบัติการไปยังศรีลังกา" โบกล่าว
"พวกเขาเพียงแค่นำรูปแบบการดำเนินธุรกิจเดิมไปตั้งยังสถานที่ใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกวาดล้างอุตสาหกรรมเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเครือข่ายเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว"
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่า เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม เครือข่ายมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการตั้งศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่ มาเป็นการแบ่งเป็นทีมย่อยกลุ่มละประมาณ 5 คน และหมุนเวียนย้ายสถานที่ทำงานตามโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ หรือสำนักงานในทุก ๆ 3 เดือน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเครือข่ายที่เพิ่งถูกทลายไปนั้นมีนายทุนรายใหญ่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากพบประวัติการทุ่มเงินเหมาเช่าอะพาร์ตเมนต์รวดเดียวถึง 8 ชั้น
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลัมโบ ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับกรณีที่มีพลเมืองจีนเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติที่หลบหนีการจับกุมมาจากภูมิภาคอาเซียน พร้อมเน้นย้ำว่า "คดีเหล่านี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สถานทูตจีนพร้อมประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของศรีลังกาอย่างเต็มที่ เพื่อกวาดล้างและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยอย่างเด็ดขาด"







