
การแข่งขันดุเดือด เปิดแผนตั้งฐานบนดวงจันทร์ของจีนและสหรัฐฯ
การแข่งขันสู่ดวงจันทร์กำลังร้อนแรง NASA เดินหน้าสร้างฐานขนาดเท่าเมือง ขณะที่จีนพัฒนาเส้นใยจากดินดวงจันทร์ หวังลดต้นทุนและปูทางสู่การตั้งถิ่นฐานนอกโลกในอนาคต
การแข่งขันทางอวกาศมีจุดหมายสำคัญคือช่วงชิงความได้เปรียบช่วงการตั้งรกราก ในทางหนึ่งดูคล้ายคลึงกับการล่าอาณานิคมในยุคก่อน ที่มหาอำนาจแข่งขันผลักดันเพื่ออ้างสิทธิและตั้งถิ่นฐานในดินแดนต่างถิ่น แค่เปลี่ยนจากพื้นโลกไปเป็นดวงจันทร์ นั่นทำให้การตั้งฐานปฏิบัติการของแต่ละชาติมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้เราจึงมาดูแนวทางการสร้างฐานบนดวงจันทร์ของสองชาติมหาอำนาจทางอวกาศกันเสียหน่อย
NASA เตรียมตั้งฐานขนาดเท่าเมืองบนดวงจันทร์
ภายหลังความสำเร็จของภารกิจ Artemis 2 ที่ผ่านมา NASA จึงดำเนินการขั้นต่อไป สู่แผนการระยะยาวในการสร้างฐานปฏิบัติการในบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งอาจมีพื้นที่กว้างเทียบเท่าเมืองขนาดใหญ่หนึ่งเมือง ซึ่งจะเป็นรากฐานในแผนการตั้งถิ่นฐานถาวรของมนุษย์บนดวงจันทร์
โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ เช่น Blue Origin และ Astrobotic ในการจัดหาและพัฒนายานลงจอดแบนดวงจันทร์และยานพาหนะสำหรับใช้บนพื้นผิว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสร้างฐานปฏิบัติการ ที่จะถูกจัดสร้างให้มีขนาดพื้นที่หลายร้อยตารางไมล์ รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์(ราว 6.5 แสนล้านบาท)
ตัวโครงการจะประกอบด้วยภารกิจ Moonbase 1 จะอาศัยยาน Mark I Endurance จากบริษัท Blue Origin ในการลำเลียงจัดส่งสัมภาระและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายชนิดไปยังขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อทดสอบเทคโนโลยีและความเสี่ยงในสถานการณ์จริงก่อนส่งมนุษย์ลงไป
ตามด้วยภารกิจ Moonbase 2 ที่จะอาศัยยาน Griffin ของ Astrobotic ที่จัดส่งสัมภาระกว่า 450 กิโลกรัมลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยครั้งนี้จะทำการจัดส่งรถสำรวจเข้าสู่พื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวิจัยด้านระบบขับเคตลื่อนอัตโนมัติ การขนส่ง และการเคลื่อนที่ของนักบินอวกาศ
นอกจากนี้ยังมีภารกิจ Moonbase 3 ที่จะเน้นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก โดยนำอุปกรณ์ชุดแรกที่ผ่านโครงการ PRISM ของ NASA จัดส่งบนดวงจันทร์ ทั้งหมดจะเป็นการปูรากฐานสำคัญให้แก่ภารกิจ Artemis 3 ที่มีจุดหมายในการส่งนักบินอวกาศกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 50 ปี
ตามแผนดำเนินการ Moonbase 1 มีกำหนดการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 และ Artemis 3 มีกำหนดการช่วงปี 2027
เส้นใยจากดินบนดวงจันทร์ คำตอบของการตั้งรากฐาน
ในขณะที่สหรัฐฯตั้งเป้าว่าจะส่งยานเพื่อขนส่งพัสดุและของใช้จำเป็นในการจัดตั้งฐานปฏิบัติการชุดใหญ่ จีนกลับมีแนวคิดเรียบง่ายกว่านั้นมาก กับการพัฒนาเส้นใยที่สกัดจากดินบนดวงจันทร์ ที่อาจถูกใช้ในการจัดสร้างและพัฒนาที่อยู่อาศัยหรือโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ต่อไป
แนวคิดนี้เกิดจากต้นทุนการขนส่งสัมภาระจากโลกสู่ดวงจันทร์ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1.5 ล้านดอลลาร์(ราว 50 ล้านบาท)/กิโลกรัม เป็นเรื่องยากที่จะขนวัสดุก่อสร้างจากบนพื้นโลกไปใช้งาน การนำวัสดุในพื้นที่จึงอาจเป็นทางออกเดียว ในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำ ปลอดภัย และยั่งยืน
โดยพื้นฐานคุณสมบัติของดินบนดวงจันทร์มีความใกล้เคียงกับ หินบะซอลด์ บนโลก ทำให้เมื่อนำไปผ่านกระบวนการให้หลอมเหลวด้วยความร้อนสูง จากนั้นจึงนำไปยืดและปั่นด้วยความเร็วสูงในภาวะสุญญากาศ จะทำให้ได้เส้นใยที่เล็กและบางเทีบเท่าเส้นผม คล้ายกระบวนการยืดน้ำตาลในการทำสายไหม
ข้อมูลจากรายงายระบุว่า ดินดวงจันทร์ 0.5 กรัม สามารถใช้ในการผลิตเส้นใยยาว 3 เมตร อ้างอิงจากคุณสมบัติหินบะซอลด์เดิมที่มีการพัฒนาเส้นใยชนิดนี้ในหลายอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ด้วยประสิทธิภาพความทนทานสูง รองรับแรงดึงได้มากกว่าเหล็ก 2 – 3 เท่า แต่มีน้ำหนักเบากว่า 75% จึงเป็นวัสดุที่เหมาะกับฐานบนดวงจันทร์เป็นอย่างยิ่ง
อีกหนึ่งจุดเด่นของเส้นใยบะซอลด์ที่มีการใช้งานบนโลกคือ ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนทานต่อสนิม การกัดกร่อน สารเคมี และความร้อนสูงสุดถึง 800 องศาเซลเซียส ทำให้เส้นใยจากดินบนดวงจันทน์อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการปกป้องชีวิตมนุษย์จากสภาพอากาศสุดขั้วและพายุสุริยะบนดวงจันทร์
นั่นทำให้เส้นใยจากดินบนดวงจันทร์ถูกตั้งเป้าให้เป็นวัสดุที่รับบทบาทเป็นโครงสร้างหลัก หรือวัสดุเสริมแรงสำหรับใช้ในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนดวงจันทร์ได้ ทำให้พวกเขามุ่งสู่ขั้นตอนต่อไป อย่างการขนส่งเส้นใยชนิดนี้ไปกับยานขนส่งสินค้า Tianzhou-10 เพื่อนำไปทดสอบในสถานการณ์จริงต่อไป
หากการทดสอบประสบความสำเร็จ เส้นใยนี้ก็อาจกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญต่อการสร้างฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ต่อไป
เมื่อดูจากแผนงานและกำหนดการอาจให้ความรู้สึกว่า สหรัฐฯนำหน้าจีนเล็กน้อย จากแผนดำเนินการที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อดูจากแนวโน้มในปัจจุบันเป็นไปได้สูงว่าโครงการของ NASA อาจถูกเลื่อนกำหนดการออกไป ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญให้จีนไล่ตามความก้าวหน้า ลดช่องว่างจนอาจสามารถขึ้นแซง
คงต้องรอดูต่อไปว่าการแข่งขันทางอวกาศในครั้งนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ
ที่มา







