
เปิดคัมภีร์กู้วิกฤต "วงการหนังไทย" ในวันที่ใครๆก็เล่าเรื่องได้
เจาะลึกอนาคตหนังไทย เมื่อพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป สมาร์ทโฟนทำให้ความสนใจของคนสั้นลง อุตสาหกรรมภาพยนตร์ต้องแข่งขันกับผู้สร้างคอนเทนต์อิสระที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
KEY
POINTS
- พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยน คนทำหนังต้องแข่งกับสมรภูมิคอนเทนต์เดือด ที่ใครๆก็สามารถเป็น "นักเล่าเรื่อง" ได้ผ่านมือถือ การดึงดูดความสนใจใน 3 วินาทีแรกด้วยเทคนิค "ฮุค" และ "แอคชั่น" จึงเป็นกุญแจสำคัญ
- สร้างหนังต้องควบคู่กับการสร้างคนดู ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยต้องเปิดรับวิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ และเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่ง
พฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้ชมย่อโลกภาพยนตร์มาไว้บนหน้าจอมาร์ทโฟน และมีอำนาจตัดสินใจปัดเนื้อหาทิ้งภายใน 2-3 วินาที ซึ่งพฤติกรรมนี้กลายเป็นบททดสอบใหญ่ของ อุตสาหกรรมหนังไทย ที่ต้องหาคำตอบว่า จะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูจนจบ ในยุคที่คอนเทนต์ล้นทะลักและความสนใจของมนุษย์สั้นลง
พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรมหนังไทย
ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากกองถ่ายต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงถึง 5,343 ล้านบาท แต่ในทางกลับกัน ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของภาพยนตร์ไทยกลับเผชิญวิกฤตจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป จนประเด็นดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อหลักในวงเสวนา “ทำหนังอย่างไรให้คนดูจบ ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในมือถือ” ซึ่งรวบรวมคนทำงานเบื้องหลังและผู้กำกับหนังไทยมาร่วมวิเคราะห์สถานการณ์
นายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง ระบุว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือการแข่งขันที่ไร้พรมแดน ทุกคนสามารถเป็นนักเล่าเรื่องได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ คนทำหนังจึงต้องเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อย่างลึกซึ้งว่า ผู้ชมมีเหตุผลในการเลือกดูคอนเทนต์เสมอ
ด้าน นายกฤตวิทย์ หริมเทพาธิป นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไทยให้ความสำคัญกับการผลิตคนทำหนัง แต่ละเลย “การสร้างคนดู” ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมเล่าว่าเกาหลีใต้เคยเผชิญปัญหาอุตสาหกรรมตกต่ำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะใช้วิธีเล่าเรื่องแบบเดิมจนผู้ชมเกิดความอิ่มตัว ดังนั้น การสร้างฐานคนดูที่เข้มแข็งจึงเป็นทางออกที่ช่วยป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมหยุดชะงัก
เจาะเทคนิคการเล่าเรื่อง กู้วิกฤตวงการหนังไทย
เพื่อรับมือกับสมรภูมิบนหน้าจอมือถือ ผู้เชี่ยวชาญได้นำเสนอเทคนิคการเล่าเรื่องที่นำศาสตร์ภาพยนตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อหยุดความสนใจของผู้ชม
นายภูพิงค์ พังสะอาด (พิง ลำพระเพลิง) ผู้กำกับและนักเขียนบท แนะนำว่า คนทำหนังต้องสร้างความโดดเด่นและเน้นการกระทำมากกว่าคำพูด โดยใช้วิธีตัดฉากไคลแมกซ์มาไว้ตอนต้นเรื่อง เพื่อหยุดนิ้วคนดูและสร้างความสงสัย ก่อนจะย้อนเล่าที่มาที่ไป เช่นเดียวกับที่เขาใช้เทคนิคนี้ในภาพยนตร์เรื่อง The Pool
นายปรัชญา ปิ่นแก้ว เสริมด้วยทฤษฎี “3 ฮุค (Hook)” ที่ประกอบด้วย 1. เบ็ดตกปลา (เหยื่อล่อให้คนสนใจ) 2. ตะขอ (เกี่ยวให้คนดูติดตามต่อ) และ 3. หมัดฮุค (สร้างความรู้สึกกระทบใจทันที) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งานไม่ราบเรียบจนเกินไป
ขณะที่ นายภูวดล เนาว์โสภา ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ตาโขน นำเสนอแนวคิด "Hybrid Storytelling" เพื่อเจาะกลุ่ม Gen Z โดยนำทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมผสานกับแนวสืบสวนสอบสวนและดราม่า พร้อมเน้นย้ำว่า "ล็อกไลน์" (Logline) ในหน้าแรกต้องดึงดูดจินตนาการผู้อ่านได้ทันที
ยกระดับคนทำหนัง ป้อนอุตสาหกรรมหนังไทย
เพื่อตอบรับความท้าทายดังกล่าว สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จัดทำโครงการ “THE NEXTGEN THAICINE : นักสร้างหนังรุ่นใหม่ ปั้นหนังไทยสู่มืออาชีพ” ภายใต้แนวคิด “เทรนด์บ้านฉัน” เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่อายุ 20–30 ปี เข้าสู่ระบบอย่างมีมาตรฐาน
ดร.ธนากร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า วัฒนธรรมไทยเปรียบเสมือนวัตถุดิบชั้นเลิศ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ยังขาดคนเล่าเรื่องที่มีพลังนำวัตถุดิบเหล่านี้มาผลิตเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์เพื่อสร้าง Soft Power
นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการ TPQI ระบุว่า ประเทศไทยต้องสร้างบุคลากรที่มีมาตรฐานสากลรองรับ เพื่อให้กองถ่ายต่างชาติที่เข้ามาลงทุนกว่า 5,300 ล้านบาท เลือกใช้ทีมงานชาวไทย สถาบันฯ จึงเตรียมออกใบรับรองสมรรถนะเพื่อยืนยันความเป็นมืออาชีพ เพราะแม้วิธีการรับชมภาพยนตร์จะย่อส่วนลงมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่อุตสาหกรรมหนังไทยยังคงต้องการนักเล่าเรื่องที่สามารถสื่อสารความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง







