
ครม. ขยายภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงปี 2570 ลดต้นทุนธุรกิจ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 หนุนธุรกิจใช้ e-Tax และ e-Withholding Tax ต่อเนื่อง ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติขยายมาตรการส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
- ผู้ประกอบการสามารถนำรายจ่ายลงทุนในระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และค่าบริการที่เกี่ยวข้อง มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
- ขยายเวลาการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax เหลือร้อยละ 1 เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 ส่วนหลัก ดังนี้
ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการลงทุนซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และค่าบริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายจริง
สิทธิประโยชน์ใหม่: สามารถนำค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการที่จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาหักลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบ
การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ขยายเวลาการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax จากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 ให้เหลือเพียงร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมิน เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ
กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านระบบ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งช่วยลดการใช้กระดาษและเพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี
"รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt จำนวน 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing จำนวน 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty จำนวน 5 ราย ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเองของภาคเอกชน







