ผ่าทางตันวิกฤตฝุ่น นักวิชาการ มธ. แนะแก้กฎหมายจัดการไฟป่า - PM 2.5
นักวิชาการ มธ.แนะรัฐบาลเดินหน้าอุดช่องโหว่ กฎหมายจัดการไฟป่าและ PM 2.5 ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู้ฝุ่นพิษระยะยาว
รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายทั่วไป และอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงข้อเสนอที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน หรือเขตควบคุมมลพิษ เพื่อ แก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ ว่า
หากพิจารณาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะพบว่ารัฐบาลยังมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการ กฎหมายจัดการไฟป่าและ PM 2.5 อยู่มาก
ข้อจำกัดของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ
แม้กฎหมายปัจจุบันจะให้อำนาจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสั่งห้ามบุคคลเข้าพื้นที่เกิดเหตุสาธารณภัย แต่กลับไม่ได้มอบอำนาจโดยตรงในการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินเป็นการเฉพาะ
นอกจากนี้ มาตรการทางกฎหมายยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขการจัดการพื้นที่ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่ให้อำนาจสั่งการระงับเหตุเผาในที่โล่ง อีกทั้งในห้วงเวลาปัจจุบัน ฝ่ายบริหารยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงจะสามารถใช้อำนาจสั่งการได้อย่างเต็มที่
เน้นแค่ "เยียวยา" ขาดงบป้องกันเชิงรุก
สำหรับการใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มาตรการนี้จำกัดขอบเขตไว้เพียงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ หลังจากมีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้วเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมถึงการเบิกจ่ายเพื่อวางแผนป้องกัน หรือปฏิบัติการระงับเหตุอย่างรอบด้าน
ยิ่งไปกว่านั้น แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 ซึ่งควรเป็นกลไกหลัก กลับไม่ได้กำหนดมาตรการเฉพาะเจาะจงสำหรับไฟป่าและมลพิษทางอากาศ เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติดั้งเดิมอย่างอุทกภัยหรือวาตภัยเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ การรับมือในระยะสั้นจึงทำได้เพียงการเยียวยา หรือดำเนินงานตามแผนประจำปีของหน่วยงานเดิม เนื่องจากไม่มีการระบุกลไกและงบประมาณไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน
ยกระดับกฎหมายจัดการไฟป่าและ PM 2.5
รศ. ดร.สุรศักดิ์ เสนอแนะว่า ในระยะยาวเมื่อรัฐบาลมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบ ควรเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อควบคุมมลพิษในมิติที่กว้างขึ้น ควบคู่กับการพิจารณาแก้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารในการรับมือภัยพิบัติจากฝุ่นควันอย่างรัดกุม
ส่วนในระยะสั้น ทางเลือกที่เหมาะสมคือการใช้กลไกฝ่ายบริหารออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหน่วยงานพิเศษนำร่อง (Sandbox) ในพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้ชื่อ "สำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่าและวิกฤตความร้อน" เพื่อรวมศูนย์อำนาจการบริหาร การประสานงาน และการบูรณาการงบประมาณให้ตรงจุด โดยกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน และสามารถยุบเลิกได้เมื่อบรรลุเป้าหมาย หรือเมื่อมีหน่วยงานถาวรมารองรับในลักษณะเดียวกับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน
การตั้ง สำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่า จะช่วยอุดรอยรั่วสำคัญ ทั้งเรื่องการขาดการประเมินความเสี่ยง การจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ และนโยบายการจัดโซนนิ่งพื้นที่เผาไหม้ที่คลุมเครือ
อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.สุรศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า การบังคับใช้ กฎหมายจัดการไฟป่าและ PM 2.5 ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเฉพาะของภาคเหนือด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ลักษณะป่า: ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่มีการผลัดใบสูง ทำให้มีมวลเชื้อเพลิงสะสมมหาศาลทุกปี
- ภูมิประเทศ: พื้นที่ภูเขาสูงชันซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเข้าดับไฟ
- วิถีชีวิตดั้งเดิม: การเข้าป่าหาของป่า ซึ่งแม้ชาวบ้านอาจไม่ใช่ผู้ทำให้เกิด จุดความร้อน หรือเผาป่าโดยตรง แต่ก็เป็นเงื่อนไขทางสังคมที่รัฐต้องทำความเข้าใจเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงบนพื้นที่


