ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ
ศุภชัย ใจสมุทร สส.ภูมิใจไทย ค้านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้กฎหมายซ้ำซ้อนเพิ่มภาระงบประมาณและให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินขอบเขตซึ่งอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
KEY
POINTS
- นายศุภชัย ใจสมุทร คัดค้านร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และจราจรที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนในการทำงาน
- แสดงความกังวล ต่อการให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไปในการตรวจค้นและอายัดทรัพย์โดยไม่มีหมายศาล รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่ที่เพิ่มภาระงบประมาณเกินความจำเป็น
- เสนอให้เน้นการบังคับใช้กฎหมายเดิม อย่างจริงจังและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแทนการออกกฎหมายใหม่ที่เพิ่มต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและอาจทำลายขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย
กังวลกฎหมายซ้ำซ้อนและภาระงบประมาณการตั้งหน่วยงานใหม่
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุมสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด โดยระบุว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายมีความทับซ้อนกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง และกฎหมายจราจร ซึ่งความไม่ชัดเจนในการประสานงานหรือการยกเลิกกฎหมายเดิมอาจสร้างความสับสนอย่างรุนแรงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ การเสนอให้จัดตั้ง "สำนักงานอากาศสะอาด" ขึ้นมาใหม่นั้น ถือเป็นการสร้างโครงสร้างองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของกรมควบคุมมลพิษที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นโดยไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ควรจะเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน
ค้านโครงสร้างคณะกรรมการและอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้นไร้หมาย
ประเด็นต่อมาที่น่ากังวลคือโครงสร้างการบริหารจัดการที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุด ทั้งระดับนโยบาย ระดับวิชาการ และระดับจังหวัด ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นการขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่เน้นให้มีหน่วยงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานในระดับที่สูงเกินสมควร เช่น การให้อำนาจตรวจค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน หรือสั่งหยุดประกอบกิจการได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งยังตัดสิทธิ์ประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบและการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้หลักนิติธรรมที่ควรจะเป็นในสังคมประชาธิปไตย
หวั่นต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งและระบบค้ามลพิษอาจไม่เหมาะกับไทย
ในด้านเศรษฐกิจ นายศุภชัยชี้ให้เห็นว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและระบบประกันความเสี่ยงที่ระบุในร่างกฎหมาย จะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง อีกทั้งการนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) จากยุโรปมาใช้ อาจยังไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในขณะที่ระบบการกำกับดูแลยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ
นอกจากนี้ บทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและการพิสูจน์ความผิดกรณีมลพิษข้ามพรมแดนยังทำได้ยากในทางปฏิบัติ นายศุภชัยจึงเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ให้จริงจังและปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง


