คลัง ค้ำกองทุนน้ำมันกู้ 1.5 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะไทยจ่อ 67%
คลังเตรียมค้ำกู้ 1.5 แสนล้านบาท เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันพยุงดีเซล ท่ามกลางวิกฤติพลังงานโลก ดันหนี้สาธารณะจาก 66.09% เข้าใกล้ 67% ของจีดีพี
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้พยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ
- เงินกู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่งและราคาสินค้า
- หากมีการกู้เต็มวงเงิน จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นจาก 66.09% เป็นเกือบ 67% ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 70%
สถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกที่กดดันราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง รัฐบาลไทยกำลังขยับ “หมากสำคัญ” อีกครั้ง ด้วยการเปิดทางให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อประคองราคาขายปลีกในประเทศไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป
แม้ภาพที่เห็นหน้าปั๊มวันนี้คือ เริ่มลดการชดเชยราคาลงอย่างมาก และทยอยปล่อยให้ราคาดีเซลลอยสูงไปตามกลไกลตลาด แต่เบื้องหลังคือภาระทางการคลังรอบด้านที่กำลังเพิ่มขึ้น และคำถามใหญ่ที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ การดูแลราคาพลังงานในภาวะวิกฤติครั้งนี้ รัฐจะรับภาระได้นานแค่ไหน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เสนอให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด เพื่อให้สามารถค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 150,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี สำหรับใช้พยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระค้างอยู่ราว 4 หมื่นกว่าล้านบาท หากเปิดเพดานกู้เพิ่มได้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้บริหารสถานการณ์ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของทั้งภาคขนส่ง ภาคเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ดี เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของกองทุน แต่จะสะท้อนกลับไปยังฐานะการคลังของประเทศทันที เพราะหากกู้เต็มวงเงิน จะทำให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอีกราว 1% จากระดับปัจจุบันที่ 66.09% ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% มากขึ้น
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่รัฐเลือกใช้เครื่องมือพยุงราคาพลังงาน ภาระที่ตามมาไม่ใช่แค่ต้นทุนในวันนี้ แต่คือ “พื้นที่ทางการคลัง” ที่จะเหลือน้อยลงสำหรับรับมือวิกฤติระลอกต่อไป
หากมองย้อนกลับไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระทรวงการคลังต้องเข้ามาเป็น หลังบ้าน ให้กองทุนน้ำมันฯ เพราะกลไกค้ำประกันเงินกู้ในลักษณะนี้เคยถูกใช้มาแล้วในปี 2565 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางวิกฤติราคาพลังงานโลกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยรัฐบาลในขณะนั้นออกพระราชกำหนด ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดทางให้กองทุนกู้เงินได้สูงสุด 150,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพยุงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มที่พุ่งขึ้นแรงตามตลาดโลก
ในเวลานั้น คือการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ มีอำนาจกู้เงินได้ในกรอบวงเงินสูงสุด 150,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- กู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 110,000 ล้านบาท
- กู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) 40,000 ล้านบาท
จึงพูดได้ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบนี้ คือการกลับมาใช้ โครงสร้างเดิม ที่รัฐเคยใช้ในภาวะพลังงานผันผวน เพียงแต่ครั้งนี้บริบทต่างออกไป เพราะรัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “อุ้มราคาเป็นวงกว้าง” ไปสู่การ “ช่วยคนให้ตรงกลุ่มมากขึ้น”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง พยามส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่า แนวคิดของรัฐบาลรอบนี้ไม่ได้ต้องการใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการตรึงราคาพลังงานแบบครอบคลุมทั้งหมด เพราะมองว่าแนวทางดังกล่าวอาจไม่ตรงจุด และทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระช่วยเหลือทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีฐานะไปพร้อมกัน
เหตุผลสำคัญคือ การอุ้มราคาน้ำมันโดยตรง แม้ช่วยบรรเทาผลกระทบได้เร็ว แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่จะไปตกกับ “คนใช้รถ” ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลับได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพในรูปของค่าอาหาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าแพง มากกว่าจะได้ประโยชน์จากน้ำมันราคาถูก
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ช่วยคนแทนอุ้มราคา” ที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งออกแบบ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งจะรวม "คนละครึ่ง พลัส" เข้ากับ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เพื่อให้การช่วยเหลือกระจายลงไปถึงคนที่ได้รับผลกระทบจริงมากขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือความพยายาม “ย้ายภาระจากปั๊มน้ำมัน ไปสู่กระเป๋าประชาชนเฉพาะกลุ่ม” อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น แทนการใช้งบประมาณกว้าง ๆ กับทุกลิตรที่เติม
แม้กระทรวงการคลังจะชูแนวคิดช่วยคนเป็นหลัก แต่ในเชิงปฏิบัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐยังจำเป็นต้องใช้ เพราะหากปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนจริงทันที ผลกระทบจะเกิดเป็นลูกโซ่
โดย ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันฯ ดูแลราคาดีเซลอยู่ราว 19 บาทต่อลิตร หากไม่มีการแทรกแซง ราคาดีเซลอาจพุ่งไปแตะระดับ เกือบ 59 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันยังอยู่ที่ 40 บาทเศษ
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า กองทุนน้ำมันฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ตรึงราคา” แต่ทำหน้าที่ลดแรงกระแทกไม่ให้ต้นทุนพลังงานไหลบ่าเข้าสู่เศรษฐกิจจริงเร็วเกินไป เพราะทันทีที่ดีเซลขยับ ต้นทุนขนส่งจะขยับตาม และเมื่อค่าขนส่งขยับ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็มักขยับตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรใช้กองทุนน้ำมันหรือไม่” แต่คือ “จะใช้มากแค่ไหน และใช้นานเพียงใด โดยไม่บั่นทอนฐานะการคลังเกินจำเป็น”
ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 70% ของจีดีพี กระทรวงการคลังยืนยันว่าไทยยังมีช่องว่างกู้ได้อีกราว 3.5 แสนล้านบาท แม้หากกองทุนน้ำมันฯ กู้เต็มกรอบใหม่ 1.5 แสนล้านบาทก็ตาม
แต่ในความจริง “กู้ได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรกู้ได้เต็มที่” เสมอไป เพราะหากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ หรือเศรษฐกิจโลกสะดุดพร้อมกันในช่วงเดียวกัน รัฐบาลอาจต้องกันพื้นที่ทางการคลังไว้สำหรับมาตรการด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาครัวเรือน การดูแลเอสเอ็มอี หรือการประคองเศรษฐกิจในวงกว้าง
ยิ่งเมื่อรัฐบาลกำลังจะเดินหน้ามาตรการใหม่ทั้ง ไทยช่วยไทย พลัส, คนละครึ่ง พลัส ซึ่งนักวิชาการหลายคนบอกว่ายังไม่ควรมี และการทบทวนเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภาระด้านงบประมาณในช่วงต่อจากนี้ย่อมไม่ใช่น้อย


