ส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกติด -10.5%! เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง
สภาหอการค้าฯ ส.อ.ท. และ สถาบันอาหารเผยส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกปี 69 ติดลบ 10.5% หั่นเป้าปีนี้เหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว -7.3% จากพิษสงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- การส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวลง 10.5% จากหลายปัจจัยลบ
- สาเหตุหลักมาจากการลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลก การแข่งขันด้านราคา นโยบายจำกัดการนำเข้าของคู่ค้า และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า คาดว่าจะทำให้การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางหดตัวรุนแรงถึง 50.7%
3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร ประกอบด้วย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมให้รายละเอียด
ส่งออกสองเดือนแรกหดตัวร้อยละ 10.5 เนื่องจากประเด็นความเขื่อมั่นของผู้บริโภค
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.5 มีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก
ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน
ด้านสถานการณ์การค้าอาหารไทยในปี 2568 พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยมีมูลค่า 1,510,066 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.1 สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อคู่ค้าอ่อนตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศโดยตรง
Future food โตต่อเนื่อง
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ยังระบุอีกว่า ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เครื่องยนต์ใหม่” ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.1 ต่อปี ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.4 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 8.9 ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90.3 และเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 12.6 ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วนร้อยละ 4.8 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.7 แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วนร้อยละ 3.7 และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วนร้อยละ 1.1 กลับชะลอตัวลงเฉลี่ยร้อยละ 0.7 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของตลาด แม้ภาพรวมอาหารอนาคตจะมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว
ตลาดส่งออกเบอร์หนึ่งคือ จีน
ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วนร้อยละ 22.3 ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน (11.5%), สหรัฐอเมริกา (11.3%) และ CLMV (10.8%)
ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปยังจีนหดตัวลงร้อยละ -11.6% อาเซียน (-13.6%), CLMV (-10.0%), ญี่ปุ่น (-8.9%), ตะวันออกกลาง (-16.7%) และแอฟริกา (-25.2%) ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป (+5.2%), เอเชียใต้ (+35.5%), สหราชอาณาจักร (+1.7%) และประชาคมรัฐเอกราช (CIS) (+5.8%) ได้แรงหนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่นำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกอาหารไทยมีการปรับโครงสร้างชัดเจน โดยไทยพึ่งพาตลาดในภูมิภาคและตลาดใหม่ๆ มากขึ้น สัดส่วนรวมสูงถึงร้อยละ 70 จากเดิมร้อยละ 48 โดยตลาดสำคัญคือจีนและอาเซียน ขณะที่การพึ่งพาตลาดเดิมในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ลดลงเหลือ 30% จากเดิม 52% สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการใช้โอกาสจากข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี (FTA) ของไทยในการขยายการส่งออก
ภาพรวมทั้งปีลดลงร้อยละ 7.3%
ด้านตำแหน่งของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลกพบว่า มีทิศทางอ่อนตัวลงเล็กน้อย สวนทางกับภาพรวมการค้าอาหารโลก โดยในปี 2568 การค้าอาหารโลกมีมูลค่า 2,146 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.1% อาหารยังเป็นสินค้าจำเป็นที่มีความยืดหยุ่นสูง (Defensive Sector) ด้วยอัตราเติบโตระยะยาว (CAGR) 5–6% จนถึงปี 2577 ในปี 2568 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 15 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 2.14% ลดลงจากปีก่อน สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.–มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.5 หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4–5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.3 หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8% โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง ขยายตัวจากการกักตุนชั่วคราว ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากการกักตุนหยุดลง คาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น สำหรับตลาดอื่นๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV (-35.2%), อาเซียน (5) (-14.0%) และแอฟริกา (-15.2%) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน
ระบุยังมีโอกาสท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยในปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง และเร่งนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย โดยได้มีการประสานงานร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ กรมศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้ากลับประเทศโดยให้อำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก อาจประสบภาวะขาดแคลนสินค้าเบื้องต้น บางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% บางประเทศ 50-70% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แม้ในปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ อาทิ ความพร้อมของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ อัตราค่าระวาง และภาษีนำเข้า ภายในประเทศในตะวันออกกลางนั้น
สำหรับสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้าอาหารทั้งหมด โดยมุ่งเน้นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ขณะที่สินค้าอาหารในกลุ่มที่เหลืออีกร้อยละ 90 ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติมได้ โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การลดอุปสรรคทางการค้า ทำต้นทุน ปริมาณ และคุณภาพให้ได้ดีเพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน จากตัวเลขการส่งออกเอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น “Rising Star” ที่จะมากู้สภาวะของกลุ่มอาหาร นั่นก็คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต โดยเนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น เฉพาะอาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นอีกหนึ่งทางออกได้


