ใครคือตัวจริงสายเปย์? พฤติกรรม “ทาสหมา-แมว” ต่าง Gen ดันตลาดโตสวนวิกฤต
โรยัล คานิน เผยตลาดสัตว์เลี้ยงโตสวนกระแส ยอดขายพุ่ง 30% ท่ามกลางวิกฤต เปิดอินไซต์ Gen Z ตัดสินใจไว-Gen X สายเปย์หนัก การดูแล 'ความรัก' ต้องมาคู่กับ 'ความรู้'
กระแส Pet Humanization ยังคงขยายตัวต่อเนื่องในประเทศไทย สะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยกระดับบทบาทสัตว์เลี้ยงจาก “สัตว์” สู่ “สมาชิกในครอบครัว” อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้การดูแลไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรักและความผูกพัน แต่ขยับไปสู่การใส่ใจด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ท่ามกลางเทรนด์ดังกล่าว แนวคิด “Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่อย่าง โรยัล คานิน (Royal Canin) ที่เน้นกลยุทธ์พัฒนาโภชนาการเฉพาะบุคคล เพื่อตอบโจทย์เจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในทุกช่วงวัย
การดูแลต้องมาคู่กับความรัก+ความรู้
นายสัตวแพทย์จดล สุวรรณฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การเลี้ยงดูลูกสี่ขาต้องมีทั้งความรู้ คู่กับความรัก คนไทยมีพื้นฐานของความรัก และความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังต้องส่งเสริมคือการให้ความรู้ที่ถูกต้อง เพราะหากมีเพียงความรักแต่ขาดความรู้ อาจทำให้สัตว์เลี้ยงเผชิญกับโรคร้ายที่จริง ๆ แล้วสามารถป้องกันได้
ยกตัวอย่างเช่น โรคนิ่วในแมว เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน และสร้างความทรมานให้กับสัตว์อย่างยิ่ง เนื่องจากแมวจะฉี่ไม่ออก ซึ่งหากปล่อยไว้เกิน 48 ชั่วโมง จะเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เข้าสู่กระแสเลือด และเสียชีวิตได้ในที่สุด
การป้องกันดีกว่าการรักษา แม้การรักษาโรคนิ่วจะทำได้ด้วยการสวนท่อปัสสาวะซึ่งมีความเจ็บปวด และต้องวางยาสลบ แต่หากเจ้าของมีความรู้เรื่องโภชนาการ และเลือกอาหารที่เหมาะสม โรคนิ่วถือเป็น โรคที่ป้องกันได้
ฉะนั้นจึงเห็นเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงเริ่มมุ่งหน้าสู่ โภชนาการบำบัด สำหรับสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคผิวหนัง สัตว์เลี้ยงต้องการโภชนาการที่ตอบโจทย์กับการรักษานั้น ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาทางยาของคุณหมอ
แบรนด์จะให้ความสำคัญกับอาหารประกอบการรักษาโรค เป็นอันดับที่ 1 เพราะสัตว์ที่ป่วยไม่สามารถขาดอาหารเหล่านี้ได้ นอกจากนั้นการมีความรู้เรื่อง ค่าใช้จ่ายต่อวัน (Feeding Cost Per Day) จะช่วยให้เจ้าของเข้าใจว่าการจ่ายเงินซื้ออาหารคุณภาพสูงที่ย่อยง่าย และดูดซึมได้มากกว่า 90% นั้นคุ้มค่ากว่า เพราะช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดี และลดโอกาสการเจ็บป่วย ซึ่งจะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลที่มักมีราคาสูงกว่าค่าอาหารหลายเท่าตัว
ดังนั้น การเลี้ยงสัตว์ด้วยความรักเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้องจากสัตวแพทย์หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงต้องทรมานจากโรคภัยและสามารถอยู่กับเจ้าของไปได้นาน ๆ
ถอดรหัส Gen Z vs Gen X ใครเปย์หนักกว่ากัน?
นายสัตวแพทย์จดล ระบุว่า ปัจจุบัน กลุ่ม Gen Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้นถึง 15-20% โดยมีพฤติกรรม "ซื้อง่าย จ่ายคล่อง" ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย ชอบทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และตัดสินใจจากความน่าสนใจของคอนเทนต์ ชอบลองของใหม่ๆ และไม่ยึดติดกับแบรนด์ว่าต้องเป็นแบรนด์เก่าแก่หรือแบรนด์นอกเท่านั้น พฤติกรรมการซื้อจะเน้นซื้อบ่อยและซื้อถี่ แต่ซื้อในปริมาณน้อยต่อครั้ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โรยัล คานิน มี Friend of Royal Canin เป็น สกาย-วงศ์รวี นทีธร และ นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสื่อสารด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง
ในขณะที่กลุ่ม Gen X ยังคงเป็น "พี่ใหญ่สายเปย์" ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ย 5,000-6,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและมักพาสัตว์เลี้ยงไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ Gen X เมื่อตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ใดแล้ว มักจะใช้แบรนด์นั้นต่อเนื่องยาวนาน มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) สูงกว่า Gen Z และมักจะซื้อในปริมาณครั้งละมากๆ
ตลาดแมวพุ่งแรง ตอบโจทย์ชีวิตคอนโด
ปัจจุบันประชากรสุนัขในไทยมีประมาณ 15 ล้านตัว และแมว 8 ล้านตัว แม้จำนวนสุนัขจะมากกว่า แต่ตลาดแมวกลับมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจัยหลักมาจากไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ซึ่งแมวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ไม่ส่งเสียงดัง และใช้พื้นที่น้อยกว่า ขณะที่เทรนด์สุนัขเองก็เปลี่ยนไปสู่สายพันธุ์เล็กอย่าง ปอมเมอเรเนียน และชิวาวา ซึ่งครองความนิยมอันดับต้นๆ ในปัจจุบัน
ช่วงวิกฤต ทาสหมา-แมวยังเปย์
นายสัตวแพทย์จดล กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์บริหารวิกฤตด้วยหลัก Mutuality และลำดับความสำคัญ ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดสัตว์เลี้ยงเผชิญกับภาวะ Panic Buying ทำให้ยอดขายพุ่งสูงถึง 30% ในช่องทางโรงพยาบาลสัตว์ Royal Canin รับมือเรื่องนี้ด้วยการบริหารซัพพลายเชนอย่างเข้มงวด
คัมภีร์รอดวิกฤต ของแบรนด์ ที่ยึดหลัก Mutuality หรือการอยู่ร่วมกันกับพันธมิตรขนส่ง (3PL) โดยช่วยกันแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งโปรโตคอล Priority 1 ให้กับอาหารประกอบการรักษาโรค เพราะสำหรับสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนิ่วหรือโรคไต อาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่กินให้อิ่ม แต่คือส่วนหนึ่งของการรักษาชีวิต
ความคุ้มค่าที่มากกว่าราคาถุง Royal Canin พยายามปรับทัศนคติเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้มองที่ Feeding Cost Per Day หรือค่าใช้จ่ายต่อวัน แทนที่จะมองเพียงราคาสินค้าต่อถุง เนื่องจากอาหารที่มีคุณภาพสูงจะมีการดูดซึมสารอาหารได้มากกว่า 90% ทำให้สัตว์กินปริมาณน้อยลงแต่ได้สารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลที่สูงกว่าค่าอาหารหลายเท่าตัวในระยะยาว


