ผู้ตรวจการแผ่นดินเสียใจเหตุ "เครนถล่ม" สีคิ้ว - พระราม 2 แนะรัฐคลอดมาตรการความปลอดภัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินแสดงความเสียใจต่อเหตุเครนถล่ม 2 จุดซ้อน (รถไฟความเร็วสูงสีคิ้ว และ ทางหลวงพิเศษพระราม 2) ชี้เป็นปัญหาซ้ำซากที่สะท้อนความหละหลวม
KEY
POINTS
- ผู้ตรวจการแผ่นดินแสดงความเสียใจต่อเหตุเครนถล่ม 2 จุดซ้อน (รถไฟความเร็วสูงสีคิ้ว และ ทางหลวงพิเศษพระราม 2) เมื่อกลางเดือน ม.ค. 2569 ชี้เป็นปัญหาซ้ำซากที่สะท้อนความหละหลวม
- เร่งรัดกระทรวงคมนาคมตั้ง "คณะกรรมการด้านวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย" และร่วมกับกรมบัญชีกลางทำ "สมุดพกผู้รับเหมา" เพื่อคัดกรองและขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาอย่างเข้มงวด
- ย้ำหน่วยงานรัฐต้องนำข้อเสนอแนะเดิม (ก.ย. 68) ไปปฏิบัติจริงจังทันที ไม่ใช่แค่แนวทางป้องกัน พร้อมเร่งเยียวยาผู้เสียหายและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุโศกนาฏกรรม เครนถล่ม ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ 2 แห่งซ้อน ทั้งโครงการ รถไฟความเร็วสูง อ.สีคิ้ว และทางหลวงพิเศษ พระราม 2
ชี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่สะท้อนความหละหลวมซ้ำซาก จี้หน่วยงานรัฐนำข้อเสนอแนะเดิมมาปฏิบัติจริงจัง พร้อมดัน "สมุดพกผู้รับเหมา" และตั้งกรรมการวิศวกรรมอิสระ เพื่อยกระดับ มาตรฐานความปลอดภัยงานก่อสร้าง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที
สะท้อนปัญหาซ้ำซาก "สีคิ้ว-พระราม 2" ต้องเร่งเยียวยา
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงจากเครื่องจักรในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูง ถล่มทับขบวนรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา (14 ม.ค. 2569) และเหตุเครนร่วงหล่นบนถนน พระราม 2 ระหว่างก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (15 ม.ค. 2569)
นายทรงศัก กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงช่องว่างในการกำกับดูแล ความปลอดภัยงานก่อสร้าง ของรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการทบทวนและแก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
ย้อนคำวินิจฉัยปี 68: รัฐต้องเลิก "ล้อมคอก" แต่ต้อง "ป้องกัน"
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะองค์กรอิสระที่มีอำนาจตรวจสอบหน่วยงานรัฐ ได้หยิบยกปัญหานี้มาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนถนน พระราม 2 (ทางหลวงหมายเลข 35) โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ได้เคยวินิจฉัยและยื่นข้อเสนอแนะต่อกระทรวงคมนาคมไปแล้ว ดังนี้
- กำหนดมาตรการเฉพาะทาง: ให้กำหนดแนวทางความปลอดภัยสำหรับงานก่อสร้างบนที่สูง เพิ่มเติมจากงานทางทั่วไป และบัญญัติเป็นกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน โดยระบุลงในสัญญาจ้างก่อสร้าง
- ตั้งบอร์ดวิศวกรรม: เสนอจัดตั้ง "คณะกรรมการด้านวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย" ที่เป็นอิสระ เพื่อกำกับดูแลตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน ออกแบบ จนถึงการตรวจสอบหลังเกิดเหตุ
ดัน "สมุดพกผู้รับเหมา" คัดกรองคุณภาพ-ลดความเสี่ยง
ประเด็นสำคัญที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเน้นย้ำ คือการเสนอให้กระทรวงคมนาคมร่วมกับกรมบัญชีกลาง (กระทรวงการคลัง) พัฒนา "สมุดพกผู้รับเหมา" ให้เกิดขึ้นจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ใช้เป็นฐานข้อมูลเปิดเผย (Open Data) ให้หน่วยงานรัฐใช้ตัดสินใจคัดเลือกคู่สัญญา
- ใช้เป็นกลไกควบคุมและประเมินผลงานผู้รับเหมา รวมถึงผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor)
- ยกระดับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาเฉพาะทาง เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพใน โครงการก่อสร้างของรัฐ
นายทรงศัก ย้ำทิ้งท้ายว่า เมื่อเกิด เครนถล่ม และความสูญเสียขึ้นแล้ว ข้อเสนอแนะเหล่านี้ต้องไม่เป็นเพียงเอกสารวิชาการ แต่ต้องถูกนำไปปฏิบัติทันทีเพื่อหยุดวงจรความไม่ปลอดภัย โดยผู้ตรวจการแผ่นดินจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
และเตรียมจัดประชุมเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


