posttoday

ความยากเย็นของ “การบังคับใช้กฎหมาย”แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

28 มกราคม 2563

คอลัม ทันเศรษฐกิจ โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (ศาสตราจารย์ 11) ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) และ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า

คอลัม ทันเศรษฐกิจ โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (ศาสตราจารย์ 11) ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) และ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า
www.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.com

ถ้าไปถามผู้บริหารระดับสูงของประเทศ (เช่น นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง) ว่าภาครัฐมีการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนแล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านต้องตอบว่า “ภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว” โดยได้ออก 12 มาตรการเร่งด่วนออกมาซึ่งได้แก่

(1) ขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกเข้ากรุงเทพฯจากวงแหวนรัชดาภิเษก เป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก

(2) ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯในวันคี่

(3) ตรวจวัดควันดำรถโดยสาร (ไม่ประจำทาง) ทุกคัน

(4) กรมการขนส่งทางบกปฏิบัติการร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรในการตรวจสอบ ตรวจจับรถควันดำสำหรับรถโดยสารและรถบรรทุก

(5) ตรวจสอบโรงงานที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองหากไม่เป็นไปตามมาตรฐานให้สั่งปรับปรุงแก้ไข

(6) กำกับให้กิจกรรมการก่อสร้างรถไฟฟ้าและก่อสร้างอื่น ๆ เป็นไปตามข้อกำหนด

(7) ไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการเผา

(8) จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมการเผาในที่โล่งในช่วงสถานการณ์วิกฤติฝุ่นละออง

(9) ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 10 PPM ซึ่งเป็นน้ำมันที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองน้อย

(10) ขอความร่วมมือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงานและรถยนต์ของส่วนราชการต้องผ่านมาตรฐานควันดำทุกคัน

(11) ให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและสถานศึกษาสนับสนุนการจัดโครงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 5 ปี และ
(12) สร้างการรับรู้และเข้าใจแก่ประชาชน เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง

ถึงจะมีการออกกฎหมายหรือมาตรการออกมาอย่างมากมายก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง (ไม่เฉพาะเพียงเรื่องฝุ่น PM2.5 นี้) ก็คือ “การไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการ (Enforcement)” ที่ออกมาได้จริง อันส่งผลทำให้มาตรการหรือกฎหมายที่ออกมานั้นจึงเป็นเพียง “กระดาษ” ใบหนึ่งที่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร

ความยากเย็นของ “การบังคับใช้กฎหมาย”แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

ขอยกตัวอย่างประสบการณ์ในการแจ้งเผาขยะและเผาที่นาแถวถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้าตัดใหม่ที่ผมเพิ่งประสบพบเจอในวันเสาร์ที่ผ่านมาที่กระแส PM 2.5 อยู่ในขั้นพีค ครอบครัวเรากำลังขับรถผ่านถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้าตัดใหม่ ซึ่งเป็นถนนที่มีการเผาไร่นาและขยะกันเป็นประจำ อันทำความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านและคนผ่านมาที่ต้องใช้ชีวิตแถวนั้นที่จะต้องเหม็นควันมาก โดยเฉพาะในช่วงบ่ายและช่วงเย็น ๆ 16.00-20.00 แทบทุกวันและหนักขึ้นมาก จนเหม็นพลาสติกด้วย

ด้วยความที่อยากเป็นพลเมืองดี ทางเราก็เลยตัดสินใจ

• โทรหาสถานีดับเพลิงเป็นที่แรก โดยหวังว่าดับเพลิงจะมาช่วยในการดับไฟที่เผาที่ แต่ปรากฏว่า ดับเพลิงไม่รับดับไฟ เนื่องจากบอกว่ามีคนเผาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยจึงไม่ใช่หน้าที่ดับเพลิง เพราะเค้าตั้งใจเผา โดยสถานีดับเพลิงจึงบอกกว่าให้แจ้งเขตแทน (ในวันเสาร์ที่ฝ่ายโยธาเขตไม่ได้ทำงาน)

• แต่เมื่อติดต่อไปที่เขตก็ทราบว่า เขตในพื้นที่ไม่ได้มีอำนาจในการดับไฟหรือไปลงโทษความผิดกับผู้จุดไฟเผาขยะ ดังนั้นเขตจึงเพียงทำได้แค่การรับเรื่องเท่านั้น

• หลังจากนั้น ทางเราได้โทรหาตำรวจ 191 แต่ปรากฏว่า “ตำรวจไม่สนใจ” ซึ่งทางเราจึงต้องย้ำกับตำรวจว่า ภาครัฐได้ออกกฎหมายออกมาแล้วให้สามารถปรับคนเผาขยะได้แล้ว เราจะเป็นผู้ร้องเรียนได้หรือไม่ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ก็ไม่ทราบ ทางสถานีตำรวจจึงเออออบอกว่า แจ้งเหตุได้ พอเริ่มแจ้งก็ถามชื่อ ถามเบอร์โทร และขอรายละเอียดพื้นที่ที่กำลังเผาอยู่นั้นว่าอยู่ เขตพื้นที่ไหน ซอยอะไร ซึ่งปัญหาก็คือ เราไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่ใช่พื้นที่ที่อยู่อาศัยของครอบครัวเรา แต่เป็นเพียงถนนที่ขับผ่านเท่านั้น จะทำได้ดีที่สุดก็คือ การบอกสถานที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญมาก ๆ เพราะต้องอธิบายว่าถนนอะไร มีสิ่งก่อสร้างอะไรใกล้เคียง ทั้ง ๆ ที่ ถ้าตำรวจขับมาแถวนี้ก็ต้องเห็นว่าได้มีหลักฐานการเผา (เช่นควันไฟ) ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

• หลังจากอธิบายได้สักพัก 191 ก็โทรกลับมาว่ายังตรวจสอบสถานที่ (Location) แน่ชัดไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่อาจคาบเกี่ยวกับเขตพื้นที่อื่นที่อยู่ในการดูแลของอีกสถานีตำรวจหนึ่ง ด้วยความพยายามที่จะเป็นคนดีของครอบครัวเรา ผมเลยต้องทำการเช็คผ่านระบบ GPS และถามคนแถวนั้น ก็พบว่าอยู่ในเขต “ลาดกระบัง”

• หลังวางสายจากตำรวจในสาย 191 ได้สักพัก ตำรวจจากสถานีตำรวจลาดกระบังก็โทรหา และมาถามคำถามเดิมอีกครั้ง เช่น เหตุเกิดที่ไหน สถานที่ใกล้เคียงคืออะไร พออธิบายไป ตำรวจลาดกระบังก็บอกว่าสถานที่ที่มีการเผาอยู่ในความดูแลของสถานีตำรวจร่มเกล้า ไม่ใช่ความดูแลของสถานีตำรวจลาดกระบังและจะประสานกับตำรวจร่มเกล้าให้

• รออีกสักพัก สถานีดับเพลงร่มเกล้าโทรมาบอกว่า ตำรวจร่มเกล้าให้โทรมาถามจุดเกิดเหตุว่าอยู่ที่ไหนจะได้ไปดับเพลิง จึงได้อธิบายไปเช่นเดิม จนเวลาผ่านมาสักพัก ดับเพลิงของร่มเกล้าโทรมาบอกว่ากำลังอยู่กับตำรวจในที่เกิดเหตุแล้ว แต่คำถามเด็ดคือ “พี่อยู่ไหน ต้องมาชี้จุดเพราะพี่เป็นคนแจ้งเหตุ” ถ้าเราไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ (พื้นที่ที่กำลังเผาขยะนั้น) ก็แปลว่า “ไม่ได้มีผู้ร้องทุกข์” เพราะคนแถวนั้นไม่ได้เป็นผู้เสียหาย มีแต่เราที่เป็นผู้เสียหายและโทรไปแจ้งความ

• สุดท้ายทางดับเพลิงร่มเกล้าก็ยื่นโทรศัพท์ให้ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุนั้นได้คุยกับเรา ตำรวจถามว่า “จะคุยอะไรกับผม?” จนท้ายที่สุด เราก็ถอนหายใจและตอบไปว่า “เราผ่านมา เห็นการเผาที่นาและเผาขยะซึ่งสร้างความเสียหายเพราะให้เกิดมลพิษทางอากาศ จึงอยากเป็นคนดี เพราะคนในพื้นที่นั้นเดือดร้อน แต่เราเป็นเพียงคนแค่ขับรถผ่านเพื่อไปทำธุระ ไม่สามารถไปอยู่ในที่เกิดเหตุที่มีการเผาได้ ดังนั้นเมื่อคุณตำรวจมาถึงแล้ว จะดับไม่ดับ จะจับไม่จับก็แล้วแต่ก็แล้วกัน” เขาก็เงียบและวางสายไป

• สุดท้าย พอเราทำธุระเสร็จ 3-4 ชั่วโมงให้หลัง ขับผ่านไปทางนั้น ควันไฟและการเผาทุกจุดก็ยังอยู่เหมือนเดิม!!!

โดยสรุป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

1) ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายหรือมาตรการอะไรออกมาจากเบื้องบน แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือ การบังคับใช้กฎหมายที่มีออกมาอย่างมากมายนั้น

2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยิ่งมีมากเท่าไร ก็จะเกิดการโบ้ยหน้าที่และความรับผิดรับชอบมากขึ้นเท่านั้น

3) ภาครัฐที่กระทำผิด แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองผิดและยังไม่มีจิตสำนึก เพราะจิตสำนึกแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้นไม่ต้องแก้ไขหรือทำอะไรเลย น่าจะมีความสุขกว่า

12 มาตรการรัฐเร่งด่วนในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่มีการบังคับใช้อย่างได้ผลเลย ถึงแม้ใช้ก็ยังยุ่งยากมาก ๆ ที่ผู้บริหารของประเทศควรมาดูงานและวิเคราะห์ปัญหาภาคปฏิบัติโดยเร่งด่วน

สุดท้ายเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ประชาชนประเทศนี้ต้องฉลาด ต้องเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสามารถแจ้งสถานที่เกิดเหตุผ่านระบบ GPS ได้อย่างถูกต้องเป๊ะ ๆ !!! เพราะตำรวจประเทศเราบอกไม่ได้ว่าคนโทรอยู่ไหน (หรือจริง ๆ แล้วสามารถระบุสถานที่ได้ แต่ไม่มีความสนใจที่อยากจะทราบ)

กรณีศึกษาที่ผมต้องประสบมานี้เป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ อย่างการการบังคับใช้ในข้อ (7) ไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการเผา เท่านั้น แต่ยังไม่ได้ไปพูดถึง ในกรณีของการแจ้งจับเผาไร่ทางการเกษตร การแจ้งจับรถยนต์/รถบรรทุกที่ปล่อยควันดำ หรือการแจ้งดำเนินการปิดโรงงานที่ปล่อยควันพิษเกินปริมาณอย่างที่เขียนไว้อย่างสวยหรู

ในขณะที่ ภาครัฐจำเป็นต้องเรียกความเชื่อถือของประชาชนกลับมา โดยควรตกลงให้ชัดเจนว่าใครต้องดูแลเรื่องนี้ และต้องมีบทลงโทษอย่างจริงจังต่อเจ้าหน้าที่ที่ละเลยกับการบังคับใช้กฎหมายด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้เราต้องการความเป็นผู้นำ เพราะเป็นปัญหาระยะยาว ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านทุกฝ่ายต้องแสดงความจริงใจต่อประชาชน ไม่ใช่มาบอกว่า “ผมแข็งแรงดี ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ประชาชนที่เลือดกำเดาออก “อย่ามาดราม่า”” สุดท้าย ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้รับอากาศที่ดีที่ไม่เท่ากันระหว่างคนจนคนรวย แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ผู้บริหารระดับสูงกลับไม่ได้มองว่านี่คือปัญหา และไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา “คนจะร่วมด้วยช่วยกันก็หมดกำลังใจ”

ข่าวล่าสุด

LH Bank รุกตลาดคนรุ่นใหม่ เปิดตัว “B You Pay” ออมทรัพย์จับคู่เดบิตเปย์ได้ทุกฟีล