'ศักดิ์สยาม' ลั่น ลุยเมกะโปรเจ็กส์ 1 ล้านล้านบาท ไม่มีพับโครงการ ปักธงไทยฮับขนส่งอาเซียน

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 15:40 น.

'ศักดิ์สยาม' ลั่น ลุยเมกะโปรเจ็กส์ 1 ล้านล้านบาท ไม่มีพับโครงการ ปักธงไทยฮับขนส่งอาเซียน

รมว.คมนาคม ประกาศเดินหน้า ลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน 4 ภาค ตั้งเป้าไทยเป็นฮับขนส่งอาเซียน กล่อมต่างชาติลงทุน 50 ปีกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว หวังเชื่อมโลจิสติกส์ทะเลอินเดีย-เส้นทางสายไหมจีน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในงาน Next Transport Next Thailand คมนาคมแห่งอนาคต จุดเปลี่ยนประเทศไทย ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นสิ่งที่จะขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งของอาเซียน (ASEAN transportation hub)เป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานออกไปทั้ง 4 ภาคเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนว่าจะไม่มีการยกเลิกแผนลงทุนขนาดใหญ่แน่นอนทั่วประเทศ เพราะรัฐบาลใช้เครื่องมือแบบร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน (PPP)เป็นข้อผูกมัดเสถียรภาพการพัฒนาทุกโครงการให้ก่อสร้างตามกำหนดการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าวันนี้ไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ดังนั้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติได้มากขึ้นแบบระยะยาว 30-50 ปี แต่ถ้าหากในวันนี้ประเทศไทยยังไม่เริ่มพัฒนาอาจเสียศักยภาพศูนย์กลางอาเซียนให้กับประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่ามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รวดเร็วมาก โดยจะเน้นเพิ่มสัดส่วนขนส่งสินค้าทางรางให้เป็น 30% ของทั้งหมด

“ทุกโครงการเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ไม่มีปล่อยทิ้งให้เป็นอนุเสาวรีย์ปล่อยทิ้งร้างแบบที่ผ่านมาแน่นอน โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวการันตีความเชื่อมั่นนักลงทุน” นายศักดิ์สยามกล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า สำหรับแผนลงทุนในขณะนี้ อยู่ระหว่างพัฒนา โดยเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน (Belt and Road Initiative)ได้เริ่มก่อสร้ลงโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-นครราชสีมา-หนองคาย เฟส 1 และ 2 ไม่ต่ำกว่า 3.75 แสนล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อการขนส่ง ไทย-สปป.ลาว-จีน โดยรัฐบาลจะผลักดันการทำวีซ่าอิเล็คทรอนิกส์ (E-Visa) เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมรอประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน (Joint Committee หรือ JC) ครั้งที่ 28 เพื่อกำหนดสกุลเงินในการชำระเงินกู้ของโครงการรถไฟไทย-จีน โดยเบี้องต้นทางจีนต้องการให้ชำระเงินคืนเป็นสกุลดอลล่าร์สหรัฐ เนื่องจากเงินบาทมีค่าเงินที่แกว่งตัวและขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่า

ด้านภาคตะวันออกในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) นั้นมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งจะไม่มีการยกเลิกแน่นอน เริ่มตั้งแต่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท ขณะนี้เริ่มวางแผนก่อสร้างแล้วใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี โครงการที่อยู่ระหว่างรอลงนามสัญญา มีทั้ง เมืองการบินอู่ตะเภาและท่าเรืออู่ตะเภา 2 แสนล้านบาท โครงการท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 8.4 หมื่นล้านบาท และโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO)

ขณะที่ฝั่งเขตเศรษฐกิจภาคตะวันตก (WEC) ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งผลักดัน แผนก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท เป็นเส้นทางเชื่อมเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ระหว่างชายแดนไทยและเขตเศรษฐกิจทวาย ซึ่งมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่สามารถเชื่อมการขนส่งสินค้ากับมหาสมุทรอินเดียและกลุ่มประเทศ BIMSTEC

ส่วนด้านการเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและตะวันตกของภูมิภาค หรือ East – West Economic Corridor (EWEC)สามารถเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ขณะนี้ประเทศไทยได้พัฒนาถนน 4 ช่องจราจรเพื่อสนับสนุนการขนส่งเส้นทางดังกล่าวผ่านประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนารถไฟทางคู่ EWEC ระหว่างอ.แม่สอด จ.ตากไปจนถึงชายแดน จ.มุกดาหารเพื่อเชื่อมต่อการค้ากับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง(GMS)

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ