posttoday
14 ก.ย.69 ชี้ชะตาคดีฮั้วสว. จากหลักฐานถึงเกมสมดุลอำนาจ

14 ก.ย.69 ชี้ชะตาคดีฮั้วสว. จากหลักฐานถึงเกมสมดุลอำนาจ

06 กันยายน 2569

ก่อน กกต.วินิจฉัยคดีเลือก สว. 14 ก.ย. ข้อสงสัยเรื่องการทอดเวลา ขอบเขตผู้ถูกกล่าวหา และหลักฐาน DSI กำลังกลายเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือ

KEY

POINTS

  • วันที่ 14 ก.ย. 69 กกต. จะวินิจฉัยคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยจุดสำคัญคือขอบเขตการตรวจสอบว่าจะครอบคลุมถึงบุคคลภายนอกที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังหรือไม่
  • การพิจารณาคดีมีประเด็นเรื่องหลักฐานเส้นทางการเงินกว่า 500 ล้านบาทจาก DSI ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า กกต. จะนำมาใช้ในการวินิจฉัยอย่างครบถ้วนหรือไม่
  • ผลคำวินิจฉัยจะส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในวุฒิสภา โดยจำนวน สว. ที่ถูกดำเนินคดีอาจมีผลต่อการลงมติในวาระสำคัญ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นจุดสำคัญของการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสว. เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกำหนดพิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ท่ามกลางข้อสงสัยว่าการพิจารณาจะไปไกลเพียงใด และจะครอบคลุมบุคคลนอกวงผู้สมัคร สว.หรือไม่

 

เดิมพันจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะถูกดำเนินคดี แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของ กกต. องค์ประกอบของวุฒิสภา และเสียง สว.ที่อาจมีผลต่อการลงมติทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ

 

อย่างไรก็ตาม หลายประเด็นที่กำลังถูกกล่าวถึงในขณะนี้ยังอยู่ในสถานะ ข้อสังเกต ข้อกล่าวหา หรือการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อยุติ การวิเคราะห์จึงต้องแยกสิ่งที่มีข้อมูลรองรับออกจากข้อสงสัยเรื่องเจตนาทางการเมืองให้ชัดเจน

 

การตรวจสอบคดี คำถามเรื่องเวลา

ข้อสังเกตแรกอยู่ที่ขั้นตอนก่อนวันวินิจฉัย มีการตั้งคำถามต่อการที่ กกต.ทอดเวลาการพิจารณาออกไป 15 วัน พร้อมให้กรรมการจัดทำความเห็นหรือคำวินิจฉัยส่วนตน

 

ผู้ตั้งข้อสังเกตมองว่าแนวทางดังกล่าวคล้ายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และตั้งคำถามว่า กกต.มีระเบียบรองรับขั้นตอนลักษณะนี้ไว้อย่างชัดเจนหรือไม่

 

จากจุดนี้เกิดคำอธิบายทางการเมืองว่า การขยายเวลาอาจเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาหรือต่อรองก่อนลงมติจริง ชึ่งมีการเปรียบเปรยว่าเป็น “การทดเวลาบาดเจ็บ”

 

แต่ข้อมูลที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอยืนยันว่าเหตุผลของการเลื่อนเวลาเกี่ยวข้องกับการต่อรองทางการเมือง การขยายเวลาจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ส่วนหนึ่ง ส่วนเหตุผลเบื้องหลังยังเป็นข้อกล่าวหาและการตีความ

 

1. จุดชี้ขาดไม่ใช่จำนวนผู้ถูกลงโทษ แต่คือ กกต.ลากเส้นความรับผิดชอบไว้ตรงไหน

หัวใจของคดีอยู่ที่ขอบเขตว่า กกต.จะตรวจสอบเฉพาะผู้สมัคร สว. หรือจะขยายไปถึงบุคคลภายนอกที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง จูงใจ หรือสนับสนุนเครือข่ายด้วย

 

ข้อมูลที่นำมาอภิปรายอ้างถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 ซึ่งใช้ถ้อยคำว่า “ผู้ใด” จึงมีการตีความว่าบทบัญญัติไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สมัคร สว.

 

จากฐานคิดนี้ หากมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลภายนอก ผู้ตั้งข้อสังเกตเห็นว่า กกต.ควรตรวจสอบบุคคลเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นนักการเมือง สส. กรรมการบริหารพรรค หรือบุคคลอื่น

 

ในทางกลับกัน มีข้อมูลที่อ้างว่าอาจมีการยกคำร้องในส่วนของ สส. กรรมการบริหารพรรค และแกนนำบางคน เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

 

จุดนี้ต้องแยกออกเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือ หากหลักฐานไม่เพียงพอ การยกคำร้องย่อมไม่ใช่เรื่องผิดปกติในตัวเอง ชั้นที่สองคือ หากมีหลักฐานสำคัญแต่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา คำถามเรื่องมาตรฐานการสอบสวนจึงจะมีน้ำหนักมากขึ้น

 

ดังนั้น ข้อกล่าวหาว่าการจำกัดวงผู้ถูกดำเนินคดีมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้คดีลามไปถึงพรรคการเมืองหรือการยุบพรรค ยังไม่อาจสรุปเป็นข้อเท็จจริงได้จากข้อมูลที่มี

 

แต่คำวินิจฉัยวันที่ 14 กันยายนจะให้คำตอบบางส่วน เพราะสังคมจะเห็นได้ว่า กกต.วางเส้นความรับผิดชอบไว้แค่ผู้สมัคร หรือพิจารณาบุคคลที่อยู่นอกสนามเลือก สว.ด้วย

 

2. เส้นทางเงิน 500 ล้านบาท กลายเป็นบททดสอบว่าหลักฐานใดถูกนับและหลักฐานใดถูกกันออก

 

ประเด็นที่มีน้ำหนักทางคดีมากกว่าการคาดเดาเรื่องการเมือง คือข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI

 

ข้อมูลที่นำมาอภิปรายระบุว่า การสอบสวนของ DSI พบเส้นทางเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท พร้อมข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและโพยคะแนนตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ

 

หากข้อมูลดังกล่าวสามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งหรือจูงใจในการเลือก สว.ได้ ย่อมมีความสำคัญ เพราะเส้นทางการเงินอาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุการณ์เป็นการกระทำรายบุคคล หรือมีความเชื่อมโยงในระดับเครือข่าย

 

แต่จุดที่เกิดข้อโต้แย้งคือ มีรายงานว่า กกต.ไม่รับข้อมูลเส้นทางการเงินบางส่วนจาก DSI มาประกอบการพิจารณา

 

ฝ่ายที่ตั้งคำถามมองว่า การไม่รับข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้การสอบสวนไปไม่ถึงผู้ที่อยู่เหนือผู้สมัครหรือผู้ประสานงานระดับล่าง และอาจทำให้คดีถูกตัดจบเพียงบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มี ยังไม่ปรากฏรายละเอียดเหตุผลอย่างครบถ้วนว่า กกต.ไม่รับข้อมูลส่วนใด ด้วยเหตุทางกฎหมายหรือพยานหลักฐานใด

 

นี่จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบมากกว่าการสรุปเจตนา เพราะความแตกต่างระหว่าง “หลักฐานใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย” กับ “หลักฐานถูกละเลย” ให้ผลทางการเมืองต่างกันอย่างมาก

 

หาก กกต.อธิบายได้ชัดว่าเหตุใดจึงรับหรือไม่รับข้อมูลแต่ละชุด ข้อสงสัยจะลดลง แต่หากไม่มีคำอธิบาย คำถามเรื่องมาตรฐานการพิจารณาจะติดตามคดีต่อไปแม้มีคำวินิจฉัยแล้วก็ตาม

 

3. จำนวน สว.ที่ถูกดำเนินคดีอาจเปลี่ยนจากเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสมดุลอำนาจ

 

อีกประเด็นที่ทำให้คดีนี้มีความหมายมากกว่าคดีเลือกตั้งทั่วไป คือจำนวน สว.ที่อาจได้รับผลกระทบ

 

ข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายระบุจำนวนบุคคลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ 138 ถึง 229 ราย ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าในท้ายที่สุดอาจมี สว.เพียง 5-15 คน ถูกส่งดำเนินคดีต่อศาลฎีกา

 

ตัวเลข 5-15 คนยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่มติของ กกต. แต่หากผลออกมาใกล้เคียงตัวเลขดังกล่าว คำถามจะเกิดขึ้นทันทีว่าเหตุใดจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีจึงหดลงจากกลุ่มที่ถูกตรวจสอบจำนวนมาก

 

ฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยเชื่อมเรื่องนี้กับสมดุลเสียงในวุฒิสภา โดยมีการกล่าวถึงเป้าหมายรักษา สว.ที่สามารถสนับสนุนการลงมติสำคัญไว้ราว 120-133 คน

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะการแก้รัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจาก สว.ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด โดยข้อมูลที่ให้มาระบุถึงเกณฑ์มากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 67 เสียงในเงื่อนไขที่กล่าวถึง

 

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนสมาชิกเพียงบางส่วนจึงอาจไม่เปลี่ยนสมดุลอำนาจ แต่หากคำวินิจฉัยกระทบ สว.จำนวนมาก ผลจะขยายไปถึงความสามารถของแต่ละฝ่ายในการรวบรวมเสียงสำหรับวาระสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานจากข้อมูลชุดนี้ที่ยืนยันว่า กกต.กำหนดจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีโดยคำนวณจากเป้าหมายรักษาเสียง สว.

 

การกล่าวว่า กกต.อาจลงโทษเฉพาะ “ปลาซิวปลาสร้อย” เพื่อรักษาฐานอำนาจจึงเป็น ข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลคำวินิจฉัยและเหตุผลประกอบ

 

สิ่งที่ตรวจสอบได้มากกว่าคือ เมื่อคำวินิจฉัยออกมา ต้องนำจำนวนผู้ถูกกล่าวหา จำนวนผู้ถูกยกคำร้อง และเหตุผลในแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน

 

ฉากทัศน์หลัง 14 กันยายน

ฉากทัศน์ที่มีโอกาสถูกจับตามากที่สุด: กกต.แยกผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลายกลุ่ม

 

กกต.อาจไม่ได้วินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในทิศทางเดียว แต่แยกตามน้ำหนักพยานหลักฐาน มีทั้งผู้ถูกดำเนินคดีต่อและผู้ถูกยกคำร้อง

 

หากเกิดขึ้น ผู้ที่ถูกยกคำร้องจะได้ประโยชน์โดยตรง ขณะที่ กกต.ต้องเผชิญการตรวจสอบว่าใช้เกณฑ์ใดแบ่งแต่ละกลุ่ม

 

สัญญาณที่ต้องติดตาม: จำนวนรายชื่อในแต่ละกลุ่ม เหตุผลประกอบคำวินิจฉัย และการกล่าวถึงข้อมูลจาก DSI

 

ฉากทัศน์เปลี่ยนเกม: คดีขยายไปถึงบุคคลนอกวงผู้สมัคร

 

หาก กกต.ตีความกฎหมายครอบคลุม “ผู้ใด” และพบหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับบุคคลนอกวงผู้สมัคร ผลของคดีจะขยายจากสถานะของ สว.ไปสู่เครือข่ายทางการเมือง

 

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับการจัดตั้งหรือสนับสนุนการเลือก สว.จะเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลทางการเมืองอาจกว้างกว่าการเปลี่ยนตัว สว.บางคน

 

สัญญาณที่ต้องติดตาม: กกต.อ้างมาตรา 77 อย่างไร และมีการแยกสำนวนบุคคลภายนอกหรือไม่

 

ฉากทัศน์ที่ต้องจับตา: ดำเนินคดีเพียงส่วนน้อยและเกิดข้อโต้แย้งรอบใหม่

 

หากผู้ถูกดำเนินคดีมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ถูกตรวจสอบ ขณะที่เหตุผลในการตัดผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ออกยังไม่ชัดเจน ข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานการสอบสวนจะไม่จบในวันที่ 14 กันยายน

 

ฝ่ายที่วิจารณ์ กกต.จะใช้ความแตกต่างระหว่างจำนวนผู้ถูกกล่าวหาเดิมกับจำนวนที่ถูกดำเนินคดีจริงเป็นประเด็นตรวจสอบต่อ

 

สัญญาณที่ต้องติดตาม: เหตุผลการยกคำร้อง หลักฐานที่ กกต.รับฟัง และสถานะของเส้นทางการเงินที่ DSI ส่งใหม่

บทสรุป

 

คดีโกงเลือกสว.กำลังเข้าสู่จุดที่สำคัญที่สุด เพราะวันที่ 14 กันยายน 2569 จะไม่เพียงบอกว่าใครถูกดำเนินคดี แต่จะสะท้อนด้วยว่า กกต.กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของคดีไว้กว้างเพียงใด

 

คำถามสำคัญจึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงว่า กกต.จะเลือกสิ่งที่ “ถูกต้อง” หรือ “ถูกใจใคร” เพราะข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาเช่นนั้นได้ สิ่งที่ตรวจสอบได้จริงคือ กกต.ใช้หลักฐานชุดใด ตัดหลักฐานชุดใดออก ใช้เหตุผลอะไร และปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาแต่ละกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

 

ผลคำวินิจฉัยอาจกระทบทั้งสถานะของ สว. สมดุลเสียงในรัฐสภา และความเชื่อมั่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่คุมกติกาการเลือกตั้ง

 

สิ่งที่ต้องจับตา: มติ กกต.วันที่ 14 กันยายน 2569 จำนวนผู้ถูกดำเนินคดี เหตุผลการยกคำร้อง และคำอธิบายต่อหลักฐานเส้นทางการเงินจาก DSI

 

ข่าวล่าสุด

รมว.ดีอี ดัน “สุรินทร์รุ่งเรือง” ใช้ดิจิทัลยกระดับเกษตรอินทรีย์

รมว.ดีอี ดัน “สุรินทร์รุ่งเรือง” ใช้ดิจิทัลยกระดับเกษตรอินทรีย์