
เจาะข้อกฎหมายเปิดสำนวน “ฮั้ว สว.” เสี่ยงผิดหรือคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
“วัส ติงสมิตร” กางกฎหมาย 6 ฉบับ ชี้เอกสารไร้ตราลับไม่ได้หมายถึงเปิดเผยได้เสรี ต้องดูที่มา หน้าที่ผู้เปิด และประโยชน์สาธารณะ
KEY
POINTS
- การเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ทำให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายว่าผู้เปิดเผยมีความเสี่ยงทางกฎหมายหรือไม่ และจะสามารถอ้างประโยชน์สาธารณะเพื่อคุ้มครองได้หรือไม่
- การพิจารณาความผิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตราประทับ “ลับ” บนเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ รวมถึงสถานะและเจตนาของผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผย
- ประเด็นสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความลับในสำนวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี กับสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ประเด็นเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนคดี “ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” หรือ ฮั้ว สว. กลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย หลังมีข้อมูลจากสำนวนที่เกี่ยวข้องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามว่า ผู้เปิดเผยหรือผู้เผยแพร่ต่อมีความเสี่ยงทางกฎหมายเพียงใด และข้ออ้างเรื่องประโยชน์สาธารณะใช้ได้ในกรณีใด
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปข้อกฎหมายว่า ต้องแยก “ความลับในราชการ” ออกจาก “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” เพราะเอกสารที่ไม่มีตราประทับ “ลับ” “ลับมาก” หรือ “ลับที่สุด” ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปเปิดเผยได้โดยไม่มีข้อจำกัด
หากมีกฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย เช่น ข้อมูลจากการสืบสวนของ กกต. หรือข้อมูลที่ DSI ได้มาจากกระบวนการพิเศษ การเผยแพร่ยังอาจมีความเสี่ยง แม้เอกสารนั้นไม่มีตราลับ ขณะเดียวกัน เอกสารที่มีชั้นความลับก็ไม่ได้ทำให้ผู้เปิดเผยมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาฐานความผิดและสถานะของบุคคลเป็นรายกรณี
นายวัสระบุว่า ต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ซึ่งมีข้อยกเว้นบางกรณีที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ, พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ, พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง, พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164
สำหรับมาตรา 164 มีสาระสำคัญมุ่งเอาผิดเจ้าพนักงานที่ล่วงรู้ความลับในราชการแล้วเปิดเผยโดยมิชอบ ส่วนบุคคลภายนอกหรือสื่อมวลชนจะเกี่ยวข้องกับฐานความผิดดังกล่าวหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน เช่น มีเจตนาชักจูงหรือช่วยเหลือให้นำข้อมูลออกมาหรือไม่ ต่างจากกรณีได้รับข้อมูลที่รั่วไหลมาแล้วและนำเสนอภายหลัง
กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำข้อมูลไปอภิปรายในสภา ยังมีประเด็นเรื่องเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หากนำข้อมูลเดียวกันออกไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นนอกสภา ต้องพิจารณาขอบเขตความคุ้มครองแยกต่างหาก
ข้อถกเถียงจึงไม่ได้จบเพียงว่าเอกสารมีตราลับหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาทั้งประเภทข้อมูล วิธีได้มา ผู้ที่นำไปเปิดเผย ฐานกฎหมายที่ใช้บังคับ และผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตีความข้อห้ามตามกฎหมายแต่ละฉบับอย่างไร หากมีการดำเนินคดีจากการเปิดเผยสำนวน “ฮั้ว สว.” โดยโจทย์สำคัญอยู่ที่การรักษาความลับเพื่อไม่ให้กระทบรูปคดี ต้องสมดุลกับสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะเพียงใด
แหล่งที่มา เพจเฟซบุ๊กวัส ติงสมิตร https://www.facebook.com/share/p/1YjY7q8cuN/?mibextid=wwXIfr







